Category Archives: บทความท่องเที่ยว

ล่องเรือดินเนอร์ ไอคอนสยาม โดยเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส รีวิว พร้อมเส้นทางการเดินเรือ

ล่องเรือดนิเนอร์บุฟเฟ่ต์ ไอคอนสยาม เจ้าพระยาปริ้นเซส

การหาสถ่านที่รับประทานอาหารบรรยากาศดีๆ และมีดนตรีขับกล่อม ในโอกาสพิเศษต่างๆ มักจะเป็นความประทับใจที่น่าจดจำ การล่องเรือดินเนอร์ไปกับเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซสมักเป็นตัวเลือกที่หลายๆท่านให้ความสนใจเข้ามาใช้บริการ

ฉลองวันเกิดบนเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส

สำหรับท่านที่ต้องการฉลองวันเกิดบนเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส ทางเรือจะมีเค้กวันเกิดให้ฟรี เพียงมีเงื่อนไขคือ

  1. มีวันเกิดตรงกับวันใช้บริการล่องเรือ
  2. มีการแจ้งขอเค้กวันเกิดล่วงหน้าในวันที่จองล่องเรือ
  3. นำบัตรประชาชน หรือ passport ของเจ้าของวันเกิดมาแสดง ณ จุดลงทะเบียน

เพียเท่านี้ การฉลองวันเกิดที่ไม่ธรรมดา ก็จะเป็นที่จดจำไม่รู้ลืม

รายการอาหารบนเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส

รายการอาหารสำหรับบุฟเฟต์นานาชาติที่แสนอร่อยได้ถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้

อาหารเรียกน้ำย่อย

  1.  ส้มตำไทย
  2. ยำวุ้นเส้นทะเล
  3. พล่าปลาแชลมอน

สลัดบาร์และซุป

  1. ต้มยำกุ้ง
  2. ซุปเห็ดทรัฟเฟิล

อาหารบนเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส

มุมอาหารญี่ปุ่น

  1. ปลาดิบ
  2. ข้าวห่อสาหร่าย
  3. สลัดมัจฉะห่อสาหร่าย

มุมอาหารซีฟู๊ด

  1. กุ้งแม่น้ำ
  2. หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์

มุมก๋วยเตี๋ยวไทย

  1. ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น
  2. ผัดไทกุ้งสด
  3.  แกงเขียวหวานไก่
  4.  ขนมจีน

อาหารหลัก

  1. สเต๊กเนื้อริปอาย
  2. ผักโขมอบชีส
  3. สเต๊กปลาแชลมอนซอสครีมเลมอน
  4. เส้นเพนเน่
  5. ซอสครีมเห็ด
  6. ซีฟู๊ดผัดผงกระหรี่
  7.  ทอดมันปลากราย
  8. บล๊อคโคลี่ผัดเห็ดหอม
  9. ไก่ย่างตะไคร้ ข้าวเหนียวมูน
  10.  ข้าวสวย
  11. ข้าวผัดไข่
  12.  ขนมปัง – เนย

ของหวาน

  1. ผลไม้รวม
  2. กล้วยบวชชี
  3.  พานาคอตต้า
  4. เครปเย็น
  5. มาม่อนเค้ก
  6. เบอรี่ชีสเค้ก
  7. ช็อกโกแลตมูส
  8. เครมบรูเล่
  9. กาแฟ – ชา

รายละเอียดการล่องเรือ

18.30น. เช็คอินที่บริเวณเคาน์เตอร์โซนสุขสยาม ชั้นG ห้างไอคอนสยาม โดยนำ voucher ไปแลกตั๋วล่องเรือ

19.30น. เริ่มลงเรือที่ท่าเรือไอคอนสยาม ICONSIAM Pier 2

19.45น. ออกจากท่าเรือไอคอนสยามโดยเรือ “เจ้าพระยาปริ้นเซส” ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งหน้าสู่สะพานพระราม 8 สัมผัสกับบรรยากาศ ยามค่ำคืนริมสองฝั่งแม่น้ำ พร้อมบริการ Welcome Drink&Dry Snack และดื่มด่ำกับดนตรีสากลหลากหลายแนว

20.00น. ช่วงเวลาดินเนอร์ อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติแสนเลิศรส ตื่นตาตื่นใจไปกับเมนูคาวหวานพร้อมชมความงามของแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำ

21.30น. เดินทางถึงท่าเรือไอคอนสยามโดยสวัสดิภาพด้วยความประทับใจ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ริมฝั่งแม่น้ำ ขณะล่องเรือดินเนอร์ ไอคอนสยาม

โบสถ์ซางตาครู้ส

โบสถ์ซางตาครู้ส

โบสถ์ซางตาครู้ส หรือ วัดกุฎีจีน เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นศาสนสถานที่สำคัญที่อยู่คู่กับชุมชนกุฎีจีนเก่าแก่มีอายุราว 104 ปี อาคารวัดแห่งนี้เป็นอาคารหลังที่สามซึ่งสร้างขึ้น เพื่อทดแทนอาคารวัดหลังเดิมที่คับแคบและชำรุดทรุดโทรมมาก อาคารวัดซางตาครู้สเป็นอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิกเช่นเดียวกับอาสนวิหารอัสสัมชัญ มีจุดเด่นที่ยอดโดมแบบอิตาลีซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับโดมแห่งมหาวิหารฟลอเรนซ์หรือโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคม

วัดกัลยาณมิตร

วัดกัลยาณมิตร

วัดกัลยาณมิตร เป็นวัดที่ต้นสกุลกัลยาณมิตร ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า “หมู่บ้านกุฎีจีน” สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ และถวายให้กับรัชกาลที่ 3 และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก(หลวงพ่อโต) หรือที่ชาวจีนเรียกว่าซำปอกง ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมือง เหมือนกับวัดพนัญเชิง จ.อยุธยา

ป้อมวิไชยประสิทธิ์หรือป้อมวิไชยเยนทร์

ป้อมวิไชยประสิทธิ์เป็นป้อมปราการเก่าแก่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีสถาปัตยกรรมเป็นป้อมก่ออิฐฉาบปูน ป้อมวิไชยประสิทธิ์เดิมเป็นป้อมหอรบตั้งอยู่มุมกำแพงเมืองบางกอก (ธนบุรี) ถูกสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเพื่ออารักขาปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าขายสำคัญ ปัจจุบันป้อมวิไชยประสิทธิ์อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือไทย ใช้เป็นที่ยิงสลุตในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ และมีการติดตั้งเสาธงบริเวณทางเข้าป้อมทางทิศตะวันตกตรงกำแพงชั้นใน เพื่อชักธงราชนาวีและธงผู้บัญชาการทหารเรือ

วัดอรุณราชวราราม

วัดอรุณราชวราราม

วัดอรุณราชวรารามหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันติดปากว่า วัดแจ้ง ถือกันว่าวัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากเคยเป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบางได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ และยังเป็นวัดประจำรัชกาล 2 ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ พระปรางค์องค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านตระการตาอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทางเข้าวัดมียักษ์ 2 ตนยืนเฝ้าประตูซึ่งมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับยักษ์วัดแจ้งแห่งนี้คู่กับยักษ์วัดโพธิ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

วัดระฆังโฆสิตาราม

ที่วัดแห่งนี้ได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่งในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่1) โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระแก้ว โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดระฆัง 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม” มีหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามเคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของรัชกาลที่1 บริเวณด้านหน้าวัดมีหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่

สะพานพระราม 8

สะพานพระราม 8

สะพานนี้เกิดจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช(รัชกาลที่9) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและรองรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี และเป็นจุดเชื่อมต่อโครงการพระราชดำริตามแนวจตุรทิศ ความโดดเด่นสวยงามที่เกิดขึ้นนั้น ผสมผสานไปด้วยศิลปะแบบไทย และได้มีการอัญเชิญ “พระราชลัญจกร” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ มาเป็นต้นแบบในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม นอกจากนี้สะพานพระราม 8 ปรากฏในด้านหลังของธนบัตร 20 บาท แบบ 15 ซึ่งอยู่เบื้องหลังพระบรมสาทิศลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล(รัชกาลที่ 8)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)

วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือที่รู้จักกันในชื่อ ”วัดพระแก้ว” เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย จิตกรรมฝาผนังเป็นวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ อยู่บริเวณระเบียงคดรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีจำนวนทั้งสิ้น 178 ห้อง วัดแห่งนี้เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่1)โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ จ.อยุธยา

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดโพธิ์ และเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่1) อีกทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อปีพ.ศ. 2551 และวัดแห่งนี้ยังมีความโดดเด่นอยู่ที่พระพุทธไสยาสน์ เจดีย์ 4 รัชกาล และยักษ์วัดโพธิ์ที่มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตำนานยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์อีกด้วย

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดการจองเรือได้ ที่ ล่องเรือเจัาพระยา บุฟเฟ่ต์ ดินเนอร์ กับเจ้าพระยาปริ้นเซส ที่ ICON SIAM

หากท่านสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  02-2949742-4  /  Dtac : 090-557-7546  /  Ais : 098-576-2253 Line : @greenlandtour

ขอบคุณรูปจาก wikimedia.org

ทะเลเดดซี. .ทะเลที่คุณไม่มีวันจม

ทะเลเดดซี. .ทะเลที่คุณไม่มีวันจม

หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก จุดหมายปลายที่ไม่ได้อยู่แค่จินตนาการทางของนักผจญภัยจากทุกมุมโลก

ทะเลเดดซี ตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศจอร์แดน และอิสราเอล อยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียที่ด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนที่ด้านตะวันออก ระดับน้ำอยู่ต่ำที่สุดในบรรดาทะเลทั้งหลาย กล่าวคือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางลงไปอีกประมาณ 400 เมตร ตอนเหนือเป็นของจอร์แดน ตอนใต้แบ่งเป็นของจอร์แดนและอิสราเอล แต่หลังสงครามอาหรับอิสราเอล กองทัพอิสราเอลยังคงครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันตกทั้งหมดอยู่

ต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำจอร์แดน เป็นแม่น้ำสายหลักไหลมาสู่พื้นที่ของทะเลเดดซี และด้วยความที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลอื่น น้ำในทะเลเดดซีจึงระเหยออกไปเองด้วยอุณหภูมิอันร้อนระอุในบริเวณนั้น แถมฝนตกน้อยด้วยแล้วก็เติมขึ้นมาใหม่จากแม่น้ำจอร์แดนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอย่างโซเดียมหรือแมกนีเซียม แล้วก็ระเหยไปอีกเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนตัวทะเลเดดซีสะสมแร่ธาตุและเกลือมากขึ้น จนปัจจุบันมีความเค็มมากว่าน้ำทะเลทั่วไปถึงเกือบ 10 เท่า โดยทะเลเดดซีมีส่วนผสมของเกลืออยู่ที่ 34.2% หมายความว่าในน้ำทะเลเดดซี 1 กิโลกรัม จะมีเกลือละลายอยู่ถึง 342 กรัม เลยทีเดียว ในขณะที่น้ำทะเลทั่วไปมีส่วนผสมของเกลืออยู่ที่ประมาณ 3.5% หรือน้ำทะเลทั่วไป 1 กิโลกรัม จะมีเกลืออยู่ 35 กรัม เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ สามารถอยู่ในทะเลเดดซีนี้ได้ยกเว้น เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า เดดซี (Dead Sea) หรือทะเลมรณะนั่นเอง เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ในทะเลนี้ได้เลย แม้แต่อย่างเดียว ทำให้ทะเลนี้ได้ชื่อว่าเป็น ทะเลแห่งความตาย ไปเลย เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีความเข้มข้นของเกลือมาก แบบว่าเค็มจนไม่มีอะไรมาอยู่ได้ ปลาหรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เลย ยกเว้นจำพวกแบคทีเรีย และพวกพืชขนาดเล็กมาก เช่น เห็ด รา เชื่อกันว่า ปลาน้อยปลาใหญ่จากแม่น้ำจอร์แดนที่หลงว่ายเข้ามา พวกมันก็ตายทันทีที่เข้ามาถึงทะเลแห่งนี้

อีกสมญานาม คือ ทะเลที่ไม่มีวันจม เนื่องจากความเข้มข้นของเกลือละลายอยู่สูง ทำให้คนสามารถลอยตัวในเดดซีได้อย่างสบายราวกับมีห่วงยางอยู๋ในตัว

ทะเลเดดซี มีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร และมีความกว้างถึง 18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ถึง1,020 ตารางกิโลเมตร มีแหลมอัลลิซาน ซึ่งคำว่า อัลลิซาน แปลว่า “ลิ้น” ซึ่งแบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน
ชาวอาหรับ จะเรียกทะเลสาบเดดซีนี้ว่า อัลบาห์รัลไมยิต ซึ่งมีหมายความว่า ทะเลแห่งความตาย ความหมายเดียวกันกับ คำว่า เดดซี ที่หมายถึงความตาย

ในภาษาฮีบรู จะเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า ยัมฮาเมละฮ์ หมายความว่า ทะเลเกลือ สำหรับทะเลสาบเดดซี เป็นจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบในการเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ทำไมถึงไม่จม ?
สาเหตุที่ทำเราไม่จมในทะเลเดดซี ก็เป็นเพราะน้ำในทะเลซึ่งมีเกลือละลาย อยู่ในน้ำมากถึง 25% ทำให้น้ำในทะเลเดดซี มีความหนาแน่นมากเป็นพิเศษ คนที่ลงไปเล่นน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะไม่มีวันจมน้ำ ไม่ว่าจะตัวเราจะอ้วน หรือหนักขนาดไหนก็ยังความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำของทะเลสาบอยู่ดี ทะเลเดดซี

น้ำมีความหนาแน่นมากจนทำให้เราสามารถลอยตัวอยู่ได้โดยไม่จม  การลงเล่นน้ำในทะเลเดดซีจึงกลายเป็นกิจกรรมท้าทายหลักของผู้ที่มาเยือน นักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาจากทุกมุมโลก ต่างเดินทางไปท่องเที่ยวพิสูจน์ความไม่มีวันจมของเดดซีอย่างมากมาย

พอกโคลนเดดซี

พอกโคลนเดดซี

โคลนที่นี่ถือว่าเป็นโคลนที่ดีที่สุดในโลก อีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นที่นิยมของผู้คน ไม่แพ้การลอยตัว คือ การเอาโคลนบริเวณทะเลเดดซี มาพอกหน้าทำสปาโคลนกันด้วย เนื่องจากทะเลเดดซีเป็นแหล่งน้ำปิดทึบ ไม่มีทางไหลเข้า – ออก ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมสารพัดธาตุ ไม่ว่าจะเป็นโคลน ดิน น้ำ และเกลือ ตามที่กล่าวไปข้างต้น ว่าทะเลเดดซีแห่งนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามิน ที่สะสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีประโยชน์กับระบบของร่างกาย 2 ระบบ คือ

  • ด้านผิวพรรณ (Skin System) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ เช่น ริ้วรอย สิว ฝ้า กระ ผิวหมองคล้ำ ช่วยเพิ่มกลไกการทำงานของเซลล์ให้แข็งแรงขึ้น เร่งการเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ บรรเทาปัญหาผิวที่เกิดจากการแพ้ระคายเคืองหรืออักเสบ และฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนแอจากปัจจัยต่างๆ เช่น การถูกทำร้ายโดยแสงแดด หรือจากการแพ้เครื่องสำอาง
  • ด้านสุขภาพภายใน (Body Immune System) เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อ เส้นประสาท เอนไซน์ และฮอร์โมน ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ แร่ธาตุสำคัญที่เป็นหัวใจสำคัญแห่งการฟื้นฟูผิว

จึงเชื่อกันว่า การทำสปาโคลนจากเดดซีจะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ตลอดจนการฟื้นฟูผิว โดยเฉพาะผิวหน้า

เดดซีควรไปเที่ยวช่วงไหนดี. .สำหรับช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการมาท่องเที่ยวในประเทศจอร์แดนคือช่วงเดือนเมษายนและเดือนตุลาคม เพราะจะเป็นช่วงคาบเกี่ยวของการเปลี่ยนฤดูกาล ทำให้พอมีลมช่วยระบายลดความร้อนแรงของพระอาทิตย์ อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาวจนเกินไป เหมาะสำหรับการมาท่องเที่ยวที่สุด

แหลมอัลลิซาน (Al Lisan Peninsula) แห่งเดดซี

แหลมอัลลิซาน

นอกจากการลอยตัวในทะเลและการพอกโคลนทำสปา ที่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำกันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์ค ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาท่องเที่ยวเดดซี นั่นก็คือ การออกไปเดินถ่ายรูปที่ แหลมอัลลิซาน ซึ่งเป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปในท้องน้ำ ที่แยกทะเลเดดซีออกเป็น 2 ฝั่งนั่นเอง เมื่ออากาศร้อนจัด น้ำจากทะเลสาบที่ระเหยจะตกผลึกเกลือสีขาวราวกับสำลีอย่างหนาแน่น บวกกับท้องฟ้าสีครามสดใส จึงเหมาะสำหรับการถ่ายรูปเก็บไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยมาเหยียบเดดซีแห่งนี้

การจะเข้าไปเที่ยวเล่นและใช้บริการทะเลเดดซีได้นั้นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเคร่งครัด โดยเราต้องเสียค่าเข้า ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 20 JOD หรือราว ๆ 846.5 บาท ให้กับโรงแรม หรือที่พัก ที่ตั้งอยู่ริมเดดซีแห่งนี้ แนะนำให้คุณจองห้องพักเอาไว้เลย เพื่อที่จะได้ลงเล่นน้ำในทะเลเดดซีได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

สุดท้ายนี้มันคงเป็นประสบการณ์สุดแสนเลิศล้ำ หากคุณได้ไปนอนลอยตัวอยู่ในทะเลแห่งนี้ ที่มันไม่ได้มีแต่ในจินตนาการ


เรียบเรียงโดย นางสาวศิรินดา โชติศรีนิล

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ต่างประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com

ชมทะเลหมอก ณ ม่อนหมอกตะวัน อัศจรรย์น้ำตกป่าหวาย

ชมทะเลหมอก ณ ม่อนหมอกตะวัน อัศจรรย์น้ำตกป่าหวาย

ถ้าหากพูดถึงการชมทะเลหมอกบนยอดดอย คงหนีไม่พ้น ยอดดอยอินทนนท์ ดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดอยอ่างขาง สัมผัสบรรยากาศทะเลหมอกสีขาวในหุบเขา หรือดอยเสมอดาว ที่ตอนเช้าชมทะเลหมอก ตอนกลางคืนนั่งนับดาว นอนกางเต็นท์บนผาหัวสิงห์ แต่ดอยที่ใครหลายคนอาจยังไม่รู้จัก นั่นคือ ดอยม่อนหมอกตะวัน ตั้งอยู่ที่ ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ทะเลหมอกบ้านป่าหวายวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับดอยแห่งนี้กัน

ประวัติความเป็นมา

ในอดีตม่อนหมอกตะวัน อยู่ในเขตการปกครองของหมู่บ้านป่าหวาย​ ซึ่งในอดีตดินแดนแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่สีแดง​ ในยุคของคอมมิวนิสต์​รุกรานเข้ามาสู่ประเทศไทย​ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานใต้​ เกิดสงครามแย่งชิงประชาชน​ ด้วยพระบารมีเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาล​ที่ 9 ทรงเห็นความสำคัญในการรักษาประชาชน​ จึงเปิดยุทธศาสตร์​ดึงคนเดินหลงผิดให้กลับมาพัฒนา​ชาติไทยกันใหม่​ เพื่อไม่ต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้น​

ชนเผ่าปะกากะยอ​ เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่ปักหลักฐานสร้างที่มั่นในป่าเขามานาน​ จึงยอมสวามิภักดิ์​ต่อราชการและได้รับสิทธิ์​ปกครอง​ดูแลถิ่นกำเนิดนี้เอาไว้​ เมื่อการท่องเที่ยว​เติบโต การพัฒนา​ท้องถิ่นให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว​แห่งใหม่​ ไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลัง​ บนยอดดอยม่อนหมอกตะวัน​ จึงถูกพัฒนา​ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว​แห่งใหม่ของอำเภอพบพระ​ ผนวกกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเข้ามามีบทบาทต่อการท่องเที่ยว​ของที่นี่​

ชาวเขาใช้พื้นที่เกษตรเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ “ม่อนหมอกตะวัน” อยู่ยอดดอยบ้านป่าหวาย โดยนายสุเมธ ศรีธีระวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านป่าหวาย หมู่ที่ 3 ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ได้ วางระบบ และระเบียบในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้มีระบบการจัดการที่ถูกต้อง และเรียบร้อย เช่น สถานที่จอดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ การทิ้งขยะ จัดการเส้นทางจราจร และบริหารจัดการพื้นที่ให้กับนักท่องเที่ยว โดยพิจารณาในด้านความปลอดภัย ความสะดวก และการรักษาสิ่งแวดล้อม เต็มไปด้วยทะเลหมอกที่สวยงามในช่วงเช้า ชมพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกยามเย็น สภาพอากาศมีลมพัดเย็นสบาย แต่ในฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก หรือ แม้แต่ปัจจุบัน ก็มีนักท่องเที่ยวในพื้นที่

และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดไปกางเต็นท์พักนอนค้างคืนกัน  ซึ่งชาวเขาที่นี่ได้ช่วยกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ ด้วยสถานที่พัก การบริการเต็นท์ บริการอาหารเครื่องดื่ม อาทิเช่น หมูกระทะ ปลาเผา เป็นต้น

อีกจุดหมายปลายทาง สำหรับคนที่ชอบทะเลหมอก กับ สถานที่กางเต็นท์ดูทะเลหมอก แห่งใหม่ของอำเภอพบพระ ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1000 เมตรเลยทีเดียว

พื้นที่ม่อนหมอกตะวัน เป็นพื้นที่การเกษตร ของชาวเขาเผ่าม้ง ที่ใช้เลี้ยงชีพ ในการเพาะปลูกพืช เพื่อค้าขาขายและประกอบอาชีพ แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ทางผู้ครอบครองยังไม่สามารถทำการเกษตรได้ จึงยอมให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมความสวยงามทางธรรมชาติ อากาศหนาวเย็นตลอดปี

ที่นี่เราจะได้ชมทะเลหมอก 2 เวลา ช่วงเย็น กับ ช่วงเช้า

บนม่อนหมอกตะวันแห่งนี้ มีลานกางเต็นท์ของชาวบ้าน ไว้บริการ มีห้องน้ำ ร้านค้าเล็ก ๆ ขึ้นมาบนนี้บอกเลยฟินกับทะเลหมอกแน่นอน ยิ่งช่วงนี้ชาวบ้านบอกมีทะเลหมอกให้ดูทุกวัน

ม่อนหมอกตะวัน มีพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ แหล่งโอโซนแห่งใหม่ในจังหวัดตาก ม่อนหมอกตะวัน เป็นชื่อของยอดเขาบริเวณนี้ทั้งหมด ล้อมรอบด้วยภูเขาหลายลูกสลับกันไปมา สามารถชมวิวได้ 360 องศา สูดอากาศบริสุทธิ์ กับวิวทิวทัศน์อันสวยงามของภูเขาที่สลับซับซ้อนกัน ไม่แปลกใจเลยที่นักท่องเที่ยวแห่กันมารุม

แถมอากาศหนาวเย็นตลอดปี ดื่มด่ำความงามของหมอกได้อย่างเต็มที่ สัมผัสทะเลหมอกอันสวยงามของที่นี่​ คงเป็นช่วงปลายพฤศจิกายน​สู่เดือนธันวาและมกราคมของทุกปี

ม่อนหมอกตะวัน เริ่มเป็นที่รู้จักและแจ้งเกิดในวงการทะเลหมอก เพราะมีคนถ่ายภาพแชร์กัน ด้วยความสวยงามของวิวทะเลหมอก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างแห่ขึ้นไป เพื่อชมทะเลหมอก จนเป็นที่รู้จัก ทำให้ชาวบ้านเริ่มทำที่พักแรมเกิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืน

ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานานขอบชาวบ้านที่นี่ นั่นก็คือ การกินไก่ดำสมุนไพร กินเป็นประจำ ซึ่งเป็นเคล็ดลับของชาวบ้านบนม่อนภูหมอกตะวันแห่งนี้ ที่เชื่อว่าทำให้ปึ๋งปั๋ง มีลูกมีหลานกันเต็มเมือง กล่าวคือต้องใช้สมุนไพรมากมายหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะปลูกอยู่บริเวณนั้น แต่ละชนิดจะมีสรรพคุณแตกต่างกันออกไป เรียกยากเพราะเป็นชื่อท้องถิ่นภาษาม้ง สมุนไพรของชาวบ้านที่นี่บางชนิดมีผลต่อสุภาพสตรี ที่ชาวบ้านเชื่อว่า กินบ่อย ๆ จะทำให้สุขภาพดี มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เป็นเคล็ดลับของชาวม้งที่สุขภาพแข็งแรง

หน้าฝนจะมีทะเลหมอกโดยรอบ หน้าหนาวจะมีหมอกอยู่ทางแอ่งด้านตะวันออกเนื่องจากตรงนั้นมีน้ำตกป่าหวาย ถ้าอยู่บนม่อนจะได้ยินเสียงน้ำตกชัดเจน ชมทะเลหมอกที่สวยงามในช่วงเช้า ชมพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกยามเย็น ในช่วงกลางคืนนอนดูดาวบนม่อนตะวันสวยงามมาก  สภาพอากาศมีลมพัดเย็นสบาย แต่ในฤดูหนาวจะหนาวเย็น

ทางองค์การ​บริหาร​ส่วน​ตำบลได้พัฒนาเส้นทางการเดินทางเป็นถนนคอนกรีตขึ้นสู่ยอดดอย​ ด้วยระยะทางจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก​ มีรถรับส่งขึ้นไปบนดอย อาการเย็นสบายตลอดทั้งปี​ พอขึ้นมาบนยอดดอยม่อนหมอกตะวัน​ จะเรียงรายไปด้วยจุดชมวิว​  มองรอบทิศทางกับภูเขาสลับซับซ้อนไปจนถึงชายแดนเมียนมาร์เลยทีเดี​ยว  ทำให้คนพื้นถิ่นในพบพระและแม่สอดแวะเวียนขึ้นมาชมความงามของม่อนหมอกตะวัน กันเป็นประจำอย่างคึกคักแล้ว โดยเฉพาะวันเสาร์​อาทิตย์​คนจะเยอะมาก​ และถ้ายิ่งหน้าหนาวแล้วด้วยจะ​เป็นช่วงHigh seasonของที่นี่เลยก็ได้

นอกจากความสวยงาม​ของม่อนหมอกตะวันแล้ว หมู่บ้านป่าหวายยังมีน้ำตกที่สมบูรณ์​ตามธรรมชาติ​ที่อัดแน่นไปด้วยต้นยางยักษ์​มีอายุกว่าร้อยปี  ครอบคลุม​พื้นที่น้ำตกป่าหวายตามชื่อหมู่บ้าน​ น้ำตกป่าหวายมีความสูงกว่าร้อยชั้น​ ต้องเดินลงไปข้างล่างและแหงนมองข้างบน​  จะเห็นน้ำตกลดหลั่นกันลง​ไป​ แต่ที่น่าอัศจรรย์ ​คือ น้ำตกแห่งนี้จะมาจุดหนึ่งของน้ำตกที่ไหลลงปล่องลึกที่กว้างไม่เท่าไร​แต่จะไหลลงสู่รูนี้เหมือนน้ำตกลงรู แต่ไม่รู้เลยว่า​รูนี้มีความลึกขนาดไหน​

เราชมความงามทั้งยอดดอยม่อนหมอกตะวันและ​น้ำตกป่าหวาย​ ที่สามารถ​กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว​แห่งใหม่ของอำเภอพบพระจังหวัดตาก​ จึงอยากให้ไปสัมผัสสักครั้งแล้วจะประทับใจกลับมา​ พบกับสิ่งมหัศจรรย์​แห่งใหม่ที่ซ่อนเร้นในป่าใหญ่ ที่ไม่ไกล ให้เราต้องไปค้นหา และปักหมุด​แห่งความสุขที่ได้มา

การเดินทาง ใช้ถนนหมายเลข 1090 จากตัวแม่สอด มุ่งหน้าสู่อำเภอพบพระ ขับเลยอช.น้ำตกพาเจริญ มาไม่ไกล ซ้ายมือ จะมีป้าย น้ำตกป่าหวาย ขับเข้ามาตามถนน ระยะทาง 13กิโลเมตร ถนนคอนกรีตตลอดทางจนถึง จุดกางเต็นท์ม่อนหมอกตะวัน รถทุกชนิดสามารถขึ้นมาได้


เรียบเรียงโดย นางสาวศิรินดา โชติศรีนิล

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ในประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com

เมืองเซอร์แมท แลนด์มาร์คสวิตเซอร์แลนด์

เมืองเซอร์แมท แลนด์มาร์คของสวิตเซอร์แลนด์

เมื่อพูดถึงสถานท่องเที่ยวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเทือกเขาจุงเฟรา ทะเลสาบเจนีวา หรือกรุงเบิร์น ที่ทุกท่านมักจะนึกถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกๆแล้ว เรายังมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ทางเราอยากจะแนะนำให้ทุกท่านได้ไปท่องเที่ยวกัน ที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่แสนสวยงาม รายล้อมไปด้วยธรรมชาติมากมาย มีอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ และยังเป็นเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เลยก็ว่าได้ สถานที่แห่งนั้นก็คือ “เซอร์แมท” ที่หากท่านใดได้ไปเที่ยวแล้วจะต้องตะลึงในความสวยงามของที่นี้อย่างแน่นอน

เซอร์แมท

เมืองเซอร์แมท สวิตเซอร์แลนด์

แซร์มัท หรือเรียกกันว่าเซอร์แมท เป็นเมืองชนบทเล็กๆที่สวยงาม ล้อมรอบด้วยภูเขา ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ในรัฐวาเล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยสูงมาก แถมยังมีชื่อเสียงด้านการปีนเขา และเป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งทุกๆปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเซอร์แมท และเล่นสกีกันเยอะมากๆ

แต่ถึงอย่างนั้น เมืองเซอร์แมทก็มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆได้เป็นอย่างดี ทั้งการรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ การไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์แล่นในเมือง แต่ให้ใช้จักรยาน รถม้า หรือรถไฟฟ้าคันเล็กๆ เป็นพาหนะหลักแทนจนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองปลอดสารพิษ” นักท่องเที่ยวท่านใดที่มาท่องเที่ยวที่เมืองแห่งนี้สามารถสูดอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มปอดโดยไม่ต้องกังวลว่าจะสูดเอามลพิษเข้าไป

ส่วนในช่วงหน้าร้อนของเซอร์แมทก็จะมีกิจกรรมกลางแจ้งที่สนุกจนต้องมีการจัดกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ทางเซอร์แมทจะมีกิจกรรมเช่นการขี่จักรยานท่องเที่ยวผจญภัย เดินเท้าเส้นทางธรรมชาติ และท่องเที่ยวห้าทะเลสาบชื่อดังรอบแมทเทอร์ฮอร์น

เพื่อให้ทุกท่านได้ดื่มด่ำกับความสงบ และถ่ายรูปเงาสะท้อนในน้ำของภูเขาแมทเทอร์ฮอร์น อันเป็นกิจกรรมยอดนิยม
สำหรับทะเลสาบทั้ง 5 ที่นักท่องเที่ยวควรรู้จัก ได้แก่

  1. ทะเลสาบ Stelliseeทะเลสาบขวัญใจช่างภาพอย่างStellisee ที่ถ่ายภาพออกมาแล้วมุมปังที่สุด
  2. ทะเลสาบ Grindjisee ที่สวยงามกินกันไม่ลง
  3. ทะเลสาบ Grunsee
  4. ทะเลสาบ Moosjiesee
  5. ทะเลสาบ Leisee

ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเริ่มเส้นทางเดินเท้าสู่ห้าทะเลสาบด้วยการนั่งกระเช้ากอนโดลาก่อนเดินลงมา ไปกลับไม่เกิน 3 ชั่วโมงแบบสบายๆ

การเดินทางไปเซอร์แมท

การเดินทางมาเซอร์แมท สวิตเซอร์แลนด์

วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในการไปยังเซอร์แมท คือการนั่งรถไฟเนื่องจากท่านจะไม่สามารถขับรถไปได้เพราะเซอร์แมทเป็นหมู่บ้านที่ปราศจากเครื่องยนต์รถยนต์ส่วนตัวขึ้นมาได้แค่เพียงหมู่บ้านทาสช์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากเซอร์แมท ประมาณ5กิโลเมตร

ถนนสายทาสช์-เซอร์แมทไม่เปิดให้สาธารณชนสัญจรท่านจะต้องเดินทางด้วยรถไฟเท่านั้น แต่ถ้าหากท่านใดต้องการดื่มด่ำกับทัศนียภาพสวยๆ ระหว่างเดินทางล่ะก็แนะนำให้เดินทางด้วย รถไฟ Glacier Express รถไฟด่วนที่วิ่งช้าที่สุดในโลกกัน ซึ่งทางเรารับรองเลยว่าท่านจะได้ชมวิวทิวทัศน์แสนสวยของเทือกเขาแอลป์ตลอดการเดินทางกันแบบพาโนรามากันเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวสามารถมาขึ้นรถไฟที่สถานีทาซซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายสำหรับจุดจอดรถก่อนไปเที่ยวเซอร์แมท จากจุดนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 นาทีเท่านั้นเอง

ยอดเขามัทเทอร์ฮอร์น

มาเที่ยวเมืองเซอร์แมททั้งที ต้องได้ไป ยอดเขามัทเทอร์ฮอร์น มงกุฎแห่งสวิตเซอร์แลนด์  เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ภูเขาที่สง่างามแห่งเทือกเขาแอลป์มียอดเขาทรงพีระมิดที่ปกคลุมด้วยหิมะจุดบนสุดของยอดเขา

โดยรอบภูเขานี้มีชื่อเสียงตรงส่วนที่เรียกว่า “ฮอร์น” ที่แปลว่า เขาสัตว์ หรือยอดพีระมิดที่โค้งลงเล็กน้อย และมีความสูงถึง 4,478 เมตร นับว่าเป็นยอดเขาที่สวยงามแห่งหนึ่งของโลก แมทเธอร์ฮอร์นเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อ 50 ล้านปีก่อน

ทำให้มองเห็นเมืองเซอร์แมทในรัฐวาเลส์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์จากข้างบนภูเขาลูกนี้ซึ่งตั้งอยู่บนแนวของเทือกเขาแอลป์บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับประเทศอิตาลี โดยจุดที่สามารถชมมัทเทอร์ฮอร์นได้สวยที่สุดก็คือที่เมืองเซอร์แมทนี่เอง

แถมยอดเขามัทเทอร์ฮอร์นยังเป็นต้นแบบของโลโก้ช็อกโกแลต Toblerone และบริษัทผลิตภาพยนตร์ Paramount Pictures อีกด้วย

 การเดินทางไปยอดเขามัทเทอร์ฮอร์น

การเดินทางไปที่ยอดเขานั้นถ้าจากซอร์แมทเราสามารถนั่งเคเบิ้ลคาร์ จากสถานี Zermatt ZBAG-Iz ทางใต้สุดของเซอร์แมท เพื่อไปต่ออีก 2 สถานี จนถึงสถานี Klein Matterhorn ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง

สถานีเคเบิ้ลคาร์ที่สูงที่สุดในยุโรปที่ระดับความสูง 3,820 เมตร และเป็นจุดสูงสุดของเขตสกี Zermatt-Cervinia ในสวิตเซอร์แลนด์ จุดที่ท่านนั้นจะได้ชื่นชมความสวยงามของยอดเขามัทเทอร์ฮอร์นแบบเต็มๆ ตา

บนสถานี Klein Matterhorn นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ของยอดเขามัทเทอร์ฮอร์น ทรงพีระมิด ที่โดดเด่นและสวยงามตระการตา แบบพาโนรามาครบ 360 องศาแล้ว ยังมีถ้ำน้ำแข็งอายุกว่า 1,000 ปี ที่มีน้ำแข็งแกะสลักสวยๆ มากมายให้ได้ถ่ายรูปและชื่นชมกันอย่างเพลิดเพลิน

ช่วงเวลาน่าเที่ยว

สำหรับการมาเที่ยวเซอร์แมท สามารถมาเที่ยวได้ตลอดปีทั้ง 4 ฤดูเลย ตั้งแต่ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ร่วงไปจนถึงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูสกีที่นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งตารอคอย เพราะจะได้เห็นภูมิประเทศสวยๆ ของเมืองเซอร์แมทที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและได้สนุกกับกิจกรรมประจำปีอย่างการเล่นสกีด้วย

ขอบอกได้เลยว่าเมืองเล็กๆอย่างเซอร์แมทเมืองนี้จะทำให้ทุกท่านตกหลุมรักวิวสวยหลักล้านของที่นี่ได้อย่างไม่ยาก แต่ถ้าหากท่านใดอยากมาดื่มด่ำกับบรรยากาศของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แฝงไปด้วยความโรแมนติกกับคนรู้ใจ

ท่านสามารถควงแขนกันมาท่องเที่ยวได้เลย ท่านจะได้พักผ่อนท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์สดชื่นบอกได้เลยว่าทุกท่านจะประทับใจกับการมาเที่ยวที่เซอร์แมทอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย นางสาววิภาวี กงทอง

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ต่างประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com

7 สถานที่เที่ยวในโคลัมเบีย ประเทศเล็ก ๆ ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

7 สถานที่ท่องเที่ยว ประเทศโคลัมเบีย

สำหรับใครที่อยากจะไปท่องเที่ยวที่ใดสักแห่งบนโลก แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะไปที่ใด ประเทศโคลัมเบียเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมาก ๆ เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศนี้ก็สวยงามไม่แพ้ที่ใดอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ 7 สถานที่เที่ยวที่สวยงามในประเทศโคลัมเบียกัน

1.แม่น้ำคาโญ่ คริสตาเลส (Caño Cristales)

โคลัมเบีย แม่น้ำคาโญ่ คริสตาเลส

เริ่มกันที่สถานที่มีความสวยงามโดยการสร้างสรรค์จากธรรมชาติอย่างม่น้ำคาโญ่ หรือ แม่น้ำ 5 สี แม่น้ำแห่งนี้มีความสวยงามจนได้รับขนานานามว่าเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติSerranía de la Macarena เมืองLa Macarena

แม่น้ำแห่งนี้มีพืชน้ำนานาชนิด น้ำในแม่น้ำมีความใสมากจนมองเห็นสาหร่ายและพืชเฉพาะถิ่น Macarenia clavígeraในปริมาณมาก พืชชนิดนี้พบได้ในแม่น้ำท้องถิ่นบางแห่งเช่นCaño Siete Machos พืชจะมีลักษณะเป็นสีแดง ชมพู น้ำเงิน เขียว เหลือง แตกต่างกันออกไป พืชสีแดงจะเกาะแน่นตามโขดหินในสถานที่ที่แม่น้ำมีกระแสน้ำเร็ว และความสวยงามของธรรมชาติเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาชม ช่วงที่เหมาะจะมาท่องเที่ยวที่สุดคือหมดช่วงฝนในปลายเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายนเพราะเป็นช่วงที่แม่น้ำแห่งนี้จะมีความสวยงามมากที่สุดนั่นเอง

2.เมือง Cartagena (Cartagena)

เมือง Cartagena โคลัมเบีย

เมือง Cartagenaเป็นเมืองที่มีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองอย่างอาคารยุคอาณานิคมสเปนและกำแพงรอบป้อมที่ตั้งตะหง่านอยู่ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเมื่อเดินทางมาเที่ยวที่โคลัมเบีย

Cartagena ก่อตั้งขึ้นในปี 1533 โดย Pedro de Heredia ตั้งชื่อตามเมือง Cartagena ของประเทศสเปน เมืองนี้ตั้งอยู่ในเชิงกลยุทธ์ระหว่าง Magdalena และSinú Rivers บนชายฝั่งทะเลแคริบเบียนทางตะวันออกเฉียงเหนือของโคลัมเบีย ทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญมากสำหรับสเปน ในช่วงยุคอาณานิคม ในปี1533 – 1717

เมืองนี้ได้สร้างกำแพงเพื่อป้องกันผู้อยู่อาศัยจากการถูกปล้นโดยโจรสลัด ปัจจุบันกำแพงยังคงตั้งตระหง่านและกลายเป็นภาพที่น่าชมของเมืองและสถาปัตยกรรมที่มีสีสัน กำแพงของ Cartagena เสริมด้วยป้อมปราการ จุดประสงค์ของการสร้างกำแพงนี้ก็เพื่อป้องกันการรุกรานของฝรั่งเศสและอังกฤษนั่นเอง

3.อุทยานแห่งชาติ Tayrona (Tayrona National Park)

อุทยานแห่งชาติ Tayrona โคลัมเบีย

อุทยานแห่งชาติ Tayrona ตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียนทางตอนเหนือของโคลัมเบีย อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งทางบกและทางทะเล และเป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศโคลัมเบีย

ที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สำรวจธรรมชาติ ที่สามารถพบได้ทั้งบนบกและใต้ทะเล แต่บริเวณทะเลนั้นจะขึ้นชื่อเรื่องกระแสน้ำและคลื่นที่ไหลแรง ดังนั้นการดำน้ำดูปะการังจึงควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก และสามารถดำน้ำได้แค่นักว่ายน้ำที่มีประสบการณ์เท่านั้น จึงไม่ถือว่าเป็นชายหาดที่เล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย แต่ที่นี่ก็ยังมีทิวทัศน์ที่สวยงามให้ได้ชมกัน นอกจากนี้ภูเขายังเป็นอีกหนึ่งในจุดเด่นของอทยานแห่งชาติและเป็นหนึ่งในไฮไลท์ชั้นนำของ Sierrra Nevada de Santa Marta อีกด้วย

4.พิพิธภัณฑ์ทองคำ (Calima Gold Museum)

พิพิธภัณฑ์ทองคำ โคลัมเบีย

พิพิธภัณฑ์ทองคำ (Calima Gold Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในอาคาร Bank of the Republic ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่อุทิศให้กับวัฒนธรรม Calima ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของ Santiago de Cali ประเทศโคลัมเบีย พิพิธภัณฑ์ทองคำ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งที่ 9 ที่สร้างขึ้นโดยธนาคารแห่งสาธารณรัฐโคลัมเบีย เพื่อแสดงถึงการแสดงออกทางศิลปะและวัฒนธรรมของประชากรในยุคก่อนสเปน นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ทองคำหกแห่งของธนาคารที่ตั้งอยู่ทั่วโคลัมเบียโดยพิพิธภัณฑ์หลักก็คือพิพิธภัณฑ์ทองคำในโบโกตา

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบไปด้วยทองคำเซรามิกหินไม้เปลือกหอยและวัสดุอื่น ๆ จำนวน 615 ชิ้น ที่สร้างโดย Llama, Yotoco และ Sonso ซึ่งในอดีตเคยอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้  ชิ้นส่วนทางโบราณคดีที่สร้างขึ้นโดยสังคมที่สี่ที่เรียกว่ามาลากาน่า สามารถพบได้ในพิพิธภัณฑ์ทองคำในโบโกตา ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่รวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เนื่องจากข้อ จำกัด ในการจัดเก็บนั่นเอง

5.เมืองGuatapé

เมืองGuatapé โคลัมเบีย

Guatapé” มาจากภาษา Quechua ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ก้อนหินและน้ำ” อีกชื่อหนึ่งที่เมืองนี้มีมาก่อนคือ “La Ceja de Guatapé นั่นเอง Guatapéเป็นเมืองและเขตเทศบาลในกรม Antioquia ประเทศโคลัมเบีย เป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคของ Eastern Antioquia และอยู่ห่างจากMedellín 79 กิโลเมตรหรือ49 ไมล์ เมืองนี้เป็นสถานที่ชุมนุมของ “ลาสเวกัส” หรือฟาร์มขนาดเล็กในพื้นที่

Guatapé มีการเปลี่ยนแปลงตลอดประวัติศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นเมืองเกษตรกรรมที่อาศัยปศุสัตว์เกษตรกรรมและเหมืองแร่ Empresas Públicas de Medellín ที่นี่มีการสร้างศูนย์ไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในปี 1970 ด้วยการสร้างเขื่อนแห่งนี้ทำให้เมืองGuatapéกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

เมืองนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางจากMedellín มี El Peñón de Guatapéซึ่งเป็นหินขนาดใหญ่ที่เป็นจุดน่าสนใจเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปตามบันได หรือนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัยก็สามารถปีนเขาขึ้นไปชมความสวยงามได้

6.วิหารเกลือซีปากีรา (Salt Cathedral of Zipaquira)

วิหารเกลือซีปากีรา โคลัมเบีย

อีกหนึ่งสถานที่ที่มีความน่าสนใจในประเทศโคลัมเบียก็คือวิหารเกลือซิปากีรา วิหารแห่งนี้เป็นโบสถ์โรมันคาธ อลิก ชั้นใต้ดินที่สร้างขึ้นภายในอุโมงค์ของเหมืองเกลือ มีความยาว 200 เมตร หรือ660 ฟุต วิหารเกลือชีปากีราเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่แสวงบุญของประเทศ  พระวิหารด้านล่างมีสามส่วนซึ่งแสดงถึงการประสูติชีวิตและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ไอคอนเครื่องประดับและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม แกะสลักด้วยมือในหินเฮไลท์ มีประติมากรรมหินอ่อนบางส่วน

มหาวิหารแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของสถาปัตยกรรมโคลัมเบีย  ได้มีการอธิบายว่าเป็น “อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่”  อาสนวิหารแสดงให้เห็นถึงมรดกทางวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและศาสนาที่มีคุณค่าสำหรับชาวโคลัมเบีย และด้วยความสวยงามที่กล่าวมาจึงทำให้อาสนวิหารแห่งนี้เป็นโบสถ์ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากถึง 3,000 ด้วยกัน

7.ทะเลสาบสีชมพู (Salinas de Galerazamba)

ทะเลสาบสีชมพู โคลัมเบีย

สถานที่สุดท้ายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทาธรรมชาติที่น่าแปลก แต่กลับมีความสวยงามและมีเสน่ห์ในตัวของสถานที่นี่เอง Galerazamba เป็นเมืองที่อบอุ่นเงียบสงบและสนุกสนาน มีผู้อยู่อาศัยประมาณหนึ่งพันคนในเขตเมือง หนึ่งในเหตุผลหลักในการเยี่ยมชมเมืองนี้คือ “ทะเลสีชมพู” ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม แฟลตเกลือจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเหมือนเกลือใกล้จะระเบิด นอกจากนี้ยังเป็นเดือนที่มีคนในท้องถิ่นชอบมากที่สุดเพราะประชากรที่นี่ประมาณ100-300 คนประกอบอาชีพการทำงานในแฟลตเกลือนั่นเอง

แม้ว่าแฟลตเกลือเหล่านี้จะรู้จักกันในชื่อทะเลสีชมพูของโคลัมเบีย แต่นี่ไม่ใช่ทะเล มันเป็นทะเลสาบมากกว่า การให้สีเป็นสีชมพูนั้นเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ได้จากความเข้มข้นของน้ำเกลือในน้ำสูง และการปรากฏตัวของสาหร่ายฮาโลฟิลิกที่เรียกว่า Mugwort สาหร่ายชนิดนี้อาศัยอยู่ในส่วนลึกของน้ำเค็มของ Galerazamba และผลิตสาร carotenoid ที่มีสีแดงและสีส้ม ทั้งสองอย่างนี้ทำให้น้ำมีสีชมพูนั่นเอง

สำหรับใครที่ชื่นชอบในการออกเดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลกหรือชอบในการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ประเทศโคลัมเบียนับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าอยู่และน่าเที่ยวมาก ๆ เพราะนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากมายแล้ว ผู้คนในเมืองยังเป็นมิตรอีกด้วย


เรียบเรียงโดย นางสาวราชาวดี ไชยแสง

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ต่างประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com

7 อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

7อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ถือได้ว่าเป็นความหลากหลายอย่างมากทางด้านเชื้อชาติ จึงส่งผลให้ลักษณะของอาหารการกินของชาวเชียงใหม่นั้น มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์จนกลายมาเป็นอาหารประจำท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่

ฉะนั้นทางเราจึงจะนำพาทุกท่านไปชมความหลากหลายทางอาหารการกินที่ผสมผสานและปรุงแต่งขึ้นมาของเหล่าผู้คนภาคเหนือภายในจังหวัดเชียงใหม่กัน

อาหารจังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยถือได้ว่าเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ จึงส่งผลให้อาหารการกินของชาวเชียงใหม่นั้น ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มต่างๆและนำมาผสมผสานรวมกันขึ้นมาเป็นอาหารในแบบของจังหวัดเชียงใหม่เอง จนก่อให้เกิดขึ้นมาเป็นอาหารแบบพื้นบ้าน ส่วนใหญ่อาหารเหล่านั้นจะออกรสชาติไปทางรสที่เค็ม แตกต่างจาก ภาคกลางที่เน้นรสชาติที่หวาน และภาคใต้ที่เน้นรสชาติที่มีรสเผ็ดจัดจ้าน

น้ำพริกหนุ่ม

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ น้ำพริกหนุ่ม

เป็นอาหารของชาวล้านนาที่เป็นที่รู้จักกันมาอย่างช้านานแล้ว ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเริ่มมีการคิดค้นเมนูน้ำพริกหนุ่มขึ้นมาเมื่อตอนไหนหรือเมื่อไหร่ แต่น้ำพริกนี้จะเป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น พริกหนุ่ม คือ พริกชนิดหนึ่ง ชื่อสายพันธุ์ว่า “พริกหนุ่ม” พริกหนุ่มเป็นพริกที่มีความเผ็ดไม่มากเท่าพริกอื่นๆ

ผลของริกหนุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นผลแก่หรือผลสุกก็จะมีลักษณะเป็นผลสีเขียว นำมาย่างโขลกใส่ส่วนผสม เมื่อปรุงน้ำพริกหนุ่มเรียบร้อยแล้วสามารถรับประทานควบคู่กับเมนูอื่นๆได้หลากหลายเมนู

สายพันธุ์ของพริกหนุ่มที่มักนิยมนำมาใช้ทำน้ำพริกหนุ่ม มีทั้งหมด 6 พันธุ์

  • พันธุ์แทงโก้พริกมันแดงพันธุ์ลูกผสมแตกพุ่มดีผลดกผลอ่อนสีเขียวเข้มเมื่อแก่สีแดงเข้ม ความยาวผล 9-12 เซนติเมตรเก็บเกี่ยวครั้งแรกเมื่ออายุ 60-70 วันหลังย้ายปลูก เหมาะสำหรับบริโภคสดและส่งโรงงานอุตสาหกรรม
  • พันธุ์ 7216 พริกมันแดงพันธุ์ลูกผสม
  • พันธุ์ไวต้าเอส พริกหนุ่ม
  • พันธุ์จอมทอง 2 พริกหนุ่มเขียว
  • พันธุ์สะบันงา พริกหนุ่มขาว
  • ซุปเปอร์ฮอท สีแดงเข้ม เนื้อหนา รสเผ็ด นิยมบริโภคสด

วิธีทำ

ย่างกับถ่านไม้ จะทำให้น้ำพริกมีกลิ่นหอม รสชาติดี ถ้าไม่ชอบเผ็ดควรเอาไส้พริกออก จะช่วยให้เผ็ดน้อยลง

น้ำพริกอ่อง

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ น้ำอ่อง

เป็นน้ำพริกพื้นบ้านของภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่คำว่า อ่อง ในภาษาเหนือนั้นหมายถึงวิธีการปรุงน้ำพริกที่ต้องผัดเคี่ยวทิ้งไว้ให้น้ำค่อยๆงวดลงน้ำพริกอ่องยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินของคนเหนือได้อย่างชัดเจน
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับน้ำพริกอ่องไว้ว่าเมื่อก่อนมีชาวพม่าชื่อนายอ่องหม่องอยากกินขนมเส้นน้ำเงี้ยว จึงทำการตำน้ำพริกเพื่อทำเป็นน้ำเงี้ยวกำลังเตรียมส่วนผสมคั่วพริกคั่วหอมกลิ่นหอมๆกำลังได้ที่ระหว่างนั้นลูกนายอ่องหม่องก็ร้องไห้เพราะหิวข้าว

นายอ่องหม่องบอกให้ลูกเงียบก็ไม่เงียบซักทีเอาแต่ร้องไห้เพราะหิวข้าวมากนายอ่องหม่องโมโหจึงตักน้ำพริกที่กำลังทำยังไม่เสร็จมาให้ลูกชายกินซึ่งรสชาติน้ำพริกตอนนั้นมันเผ็ดมากนายอ่องหม่องเลยเก็บผักมากินกับน้ำพริก

ปรากฏว่ารสชาติมันอร่อยรู้สึกติดใจลองเอาไปให้ชาวบ้านแถวนั้นกินก็ติดใจเลยพากันเรียก “น้ำพริกปู่อ่อง” พอนานวันเข้าก็เรียกชื่อเพี้ยนไปให้สั้นลงเหลือเพียงน้ำพริกอ่อง

จึงเรียกติดปากกันมาเท่าทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าน้ำพริกอ่องเป็นวัฒนธรรมการกินและเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิมของชาวล้านนาที่มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

มีลักษณะคือจะมีสีส้มของสีมะเขือเทศและพริกแห้งที่เคี่ยวจนเป็นน้ำขลุกขลิกมีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อยมีรสชาติถึงสามรสคือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด เล็กน้อย และรสหวานตามนิยมรับประทานกับผักสดหรือผักต้มก็ได้ และที่นิยมรับประทานร่วมกันอีกอย่างหนึ่งคือ แคบหมู

วิธีทำ

เริ่มจากการโขลกเครื่องพริกโดยการใส่ลงในเครื่องปั่นตามที่เตรียมเครื่องเอาไว้ซึ่งวิธีการโขลกเครื่องสมัยนี้จะแตกต่างจากสมัยก่อนที่ใช้ครกตำให้ละเอียดจากนั้นก็จะใช้หมูบด หมูบดนี้แนะนำให้ว่าต้องเลือกที่มีมันติดหน่อยๆ

จากนั้นต้องเริ่มจากการผัดน้ำพริกก่อนเมื่อผัดจนได้ที่แล้วจึงจะใส่หมูบดลงไปแล้วค่อยใส่มะเขือเทศตามผัดเคี่ยวไปจนมีน้ำขลุกขลิกลองชมดูแล้วปรุงรสหรือเติมน้ำตาลบ้างเล็กน้อยตามต้องการ

แกงแค

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ แกงแค

ภาษาล้านนาว่า แก๋งแค เป็นอาหารไทยภาคเหนือประเภทแกงอาจกินกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียวทางภาคเหนือใช้ผักท้องถิ่นหรือตามฤดูกาลไม่นิยมใช้ผักที่มีเมือกลื่นหรือเปื่อยง่ายมาทำ

แกงแคจะเติมน้ำเล็กน้อยเพราะมีน้ำจากผักอยู่แล้วจะเรียกชื่อแกงแคตามชนิดของเนื้อสัตว์ที่นำมาเป็นส่วนผสมนั้นเช่น แกงแคไก่ แกงแคกบ แกงแคจิ๊นงัว แกงแคปลาแห้ง

วิธีทำ

สับเนื้อสัตว์ที่นำมาเป็นชิ้นพอคำจากนั้นเด็ดหรือหั่นผักทุกชนิดล้างให้สะอาดพักไว้โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียดเจียวกระเทียมที่สับแล้วพอเหลืองใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม

ใส่เนื้อสัตว์แล้วผัดเนื้อสัตว์ให้สุกจากนั้นใส่น้ำพอท่วมไก่ตั้งต่อให้เดือดแล้วใส่ผักสุกยากตามด้วยผักที่สุกง่ายคนให้เข้ากันพอผักสุกยกลง

แกงฮังเล

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ แกงฮังเล

แกงฮังเลจริงๆแล้วนั้นมีอยู่มี 2 ชนิดจะแตกต่างกันก็ตรงที่จะมีถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ดองงาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามาและใช้เป็นส่วนผสมของแกงโฮะนั้นคือแกงฮังเลเชียงแสนและอีกแกงหนึ่งคือแกงฮังเลม่าน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า

วิธีทำ

โขลกเครื่องแกงทั้งหมดให้ละเอียดเสร็จแล้วจึงพักเอาไว้หลังจากนั้นหั่นหมูสันนอกและสามชั้น คลุกเคล้าด้วยซีอิ๊วดำแล้วใส่เครื่องแกงและคลุกเคล้าหมักเอาไว้ 1ชม.

ใส่หมูที่หมักไว้ในหม้อจากนั้นใช้ไฟอ่อนๆผัดให้หมูพอตึงตัวแล้วก็ใส่น้ำลงไปในตั้งไฟหม้อเคี่ยวไปเรื่อยๆใส่ขิงซอยและน้ำตาลเล็กน้อย ชิมให้ได้ 3 รส เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ถ้าอ่อนเค็มเติมเกลือได้

แกงเห็ดเผาะ

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ แกงเห็ดเผาะ

เห็ดเผาะ ชาวล้านนาเรียกว่าเห็ดถอบการปรุงแกงเห็ดเผาะนิยมใส่หน่อไม้ดองลงไปเป็นส่วนผสมด้วยใส่เนื้อไก่ หรือเนื้อหมูถ้าไม่ใส่หน่อไม้ดองจะใส่ยอดมะขา ยอดส้มป่อยหรือยอดมะเม่าก็ได้

วิธีทำ

ขั้นตอนการทำแกงเห็ดเผาะนั้นขั้นแรกคือการนำเห็ดเผาะมาล้างให้สะอาดจากนั้นหั่นบางๆโขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียดผัดเครื่องแกงกับน้ำมันจนเข้ากันให้ได้กลิ่นหอมที่ส่งออกมา

จากนั้นก็ใส่ไก่ลงไปผัดให้เข้ากันเติมน้ำให้น้ำนั้นท่วมเนื้อสัตว์ที่จะใส่ลงไปจากนั้นตั้งไฟต่อแล้วใส่หน่อไม้ดอง ต้มประมาณ 10- 15 นาที ตามด้วยเห็ดเผาะแล้วคนให้เข้ากันต้มต่อให้เห็ดสุก ปิดไฟ

ขนมจีนน้ำเงี้ยว

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ ขนมจีนน้ำเงี้ยว

ขนมจีนน้ำเงี้ยวมีดอกงิ้วเป็นองค์ประกอบสำคัญ กินกับแคบหมูและข้าวกั้นจิ๊น (ข้าวเงี้ยว, จิ๊นส้มเงี้ยว) เป็นเครื่องเคียงเดิมทีขนมจีนไม่ได้รับประทานพร้อมกับน้ำเงี้ยว แต่เพิ่งนำประยุกต์มารับประทานพร้อมกันไม่นานมานี้ น้ำเงี้ยวเป็นอาหารของชาวเงี้ยว

ซึ่งเป็นกลุ่มไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในรัฐฉานประเทศพม่าต่อมาอพยพหนีการสู้รบกับรัฐบาลพม่า จึงเข้ามาอาศัยกระจายทั่วไปทุกจังหวัดภาคเหนือแต่ที่เป็นชุมแหล่งใหญ่คือจังหวัดแพร่ เนื่องจากในยุคนั้นมีการสัมปทานพื้นที่การทำป่าไม้ให้กับบริษัทจากอังกฤษมีความต้องการแรงงานมาก

วิธีทำ

วิธีการทำขนมจีนน้ำเงี้ยวนั้นขั้นตอนแรกคือการต้มน้ำให้เดือดจากนั้นก็ใส่ซี่โครงหมูต้มจนหมูนุ่มและโขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันจนมีกลิ่นหอมใส่เต้าเจี้ยวลงผัดจากนั้นคนให้เข้ากันใส่หมูบดผัดให้เข้ากัน

ผัดจนหมูสุกใส่เครื่องแกงที่ผัดแล้วลงในน้ำหม้อต้มกระดูก ต้มจนเดือดใส่ดอกงิ้ว ต้มต่อประมาณ 10 นาที ใส่เลือดไก่ที่หั่นแล้ว คนให้ทั่วและใส่มะเขือเทศ ตั้งไฟต่อประมาณ 5 นาที ยกลง นำขนมจีนใส่จาน ราดด้วยแกง (น้ำเงี้ยว) รับประทานกับเครื่องเคียง

ข้าวซอย

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ ข้าวซอย

ข้าวซอยนั้นถือได้ว่าเป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของภาคเหนืออย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้แต่เดิมนั้นเรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ”เป็นอาหารที่คล้ายเส้นบะหมี่ ในน้ำซุปที่ใส่เครื่องแกง รสจัดจ้าน มีเครื่องเคียงได้แก่ ผักกาดดอง หอมหัวแดง และมีเครื่องปรุงรส เช่น พริกผัดน้ำมัน น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล

ซึ่งในตำรับดั้งเดิมเนื้อที่ใช้เป็นเนื้อไก่หรือเนื้อวัว แต่ในปัจจุบันร้านอาหารหลายแห่งได้มีการใช้เนื้อหมูแทน บางแห่งอาจเพิ่มอาหารทะเลหรือเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ อาหารจานนี้มักไม่ค่อยมีจำหน่ายในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จะพบบ่อยก็แต่ทางภาคเหนือของไทย

วิธีทำ

ล้างเนื้อสัตว์ที่จะใส่ในข้าวซอยให้สะอาดจากนั้นทำน้ำพริกแกงโดยโขลกพริกแห้งกับเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด จากนั้นใส่รากผักชี ขิงซอย ขมิ้นซอย และหอมแดง โขลกรวมกันจนละเอียดเข้ากันดี ใส่ชะโก โขลกต่อจนเข้ากัน ตักใส่ถ้วยพักไว้ ใส่หางกะทิลงในหม้อ ใส่เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ ยกขึ้นตั้งไฟกลางจนร้อน

ใส่เนื้อสัตว์ลงไป พอกะทิเดือดลดเป็นไฟอ่อนเคี่ยวให้ไก่สุกนุ่ม และกะทิแตกมันเล็กน้อย เตรียมไว้นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง ใส่หัวกะทิ 1/2 ถ้วย ผัดเคี่ยวให้แตกมันเล็กน้อย ใส่น้ำพริกแกงลงผัดให้เข้ากันทั่วจากนั้นตักใส่ในหม้อเนื้อสัตว์ที่เคี่ยวไว้ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซีอี๊วดำ น้ำตาล ใส่หัวกะทิที่เหลือ คนผสมพอทั่ว

คนให้พอเดือดอีกครั้งปิดไฟ ยกลงจากเตา เตรียมไว้  ใส่น้ำมันลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟปานกลางจนร้อน แบ่งบะหมี่ลงทอดทีละน้อยให้กรอบเหลือง (ประมาณ 1 ก้อน) จากนั้นตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน

หลังจากนั้นพักไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิท ลวกบะหมี่ใส่ชาม ตักน่องไก่พร้อมน้ำแกงราดประมาณ 1 ถ้วย โรยหน้าด้วยบะหมี่ทอดกรอบ วางเครื่องเคียง ตกแต่งด้วยใบผักชี


เรียบเรียงโดย นางสาววิภาวี กงทอง

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ในประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com 

4 คาเฟ่ฟาร์มใกล้กรุงเทพ ถ่ายรูปสวย ๆ ไปกับบรรยากาศธรรมชาติ

4คาเฟ่ใกล้กรุงเทพ

ในปัจจุบันต้องยอมรับเลยว่าแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นคาเฟ่ มักได้รับการตอบรับที่ดีจากวัยรุ่น คุณผู้หญิงที่ชอบถ่ายรูป รวมไปถึงคุณผู้ชายบางท่านด้วย แต่ขึ้นชื่อว่าคาเฟ่ก็มักจะเป็นแหล่งดึงดูด ให้คนทุกเพศทุกวัยได้หลงใหลกัน

เพราะนอกจากจะมีอาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยแล้ว คาเฟ่ในประเทศไทยก็ยังมีให้เลือกมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ยุโรปหรือที่ฮิตกันอย่างคาเฟ่เกาหลี เป็นต้น  เรียกได้ว่ามีเยอะจนตามไปถ่ายรูปกันไม่ถูกเลย แต่มีอีก 1 คาเฟ่ที่ได้รับกระแสยอมรับที่ดีไม่ต่างการเลยคือคาเฟ่ฟาร์ม หรือ คาเฟ่เชิงเกษตรนั่นเอง

ด้วยบรรยากาศดี ๆ ที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี ผักออแกนิคที่ปลูกเองและอาหารอร่อย ๆ ที่ชวนหลงใหล ทำให้มีผู้คนมากมายสนใจที่จะไปผักผ่อนวันหยุดชิลล์ ๆ กันที่คาเฟ่ฟาร์ม นอกจากนี้มุมถ่ายรูปแต่ละคาเฟ่ก็มีความเก๋ และสวยงามที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกคาเฟ่ที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเองมาก เพราะการจราจรที่ติดมีเวลาที่น้อยแล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็จะเลือกคาเฟ่ใกล้กรุงเทพมากกว่า เราจึงมีคาเฟ่สวย ๆ ใกล้กรุงเทพมาฝากกัน

1.หวานกรอบ Farm&Café

หวานกรอบคาเฟ่

เริ่มกันที่คาเฟ่ที่อยู่ไม่ไกลมากนักอย่างหวานกรอบ Farm&Cafe ที่บอกว่าไม่ไกลเนี่ยเพราะหวานกรอบ Farm&Cafeตั้งอยู่ที่พุทธมณฑณสาย 2 เอง ซึ่งจุดเด่นของทางร้านจะอยู่ที่ ผักออร์แกนิคปลอดสารพิษ ซึ่งแน่นอนว่าไร้สารเคมีและยาฆ่าแมลง

ซึ่งผักออร์แกนิคทั้งหมดจะถูกปลูกอยู่ยริเวณหลังร้าน ทางร้านจะมีพื้นที่นั่งอยู่ 2 โซนนั่นคือโซนในร้านและนอกร้าน โซนในร้านก็จะเป็นโทนสีขาวและมีแอร์ ส่วนด้านนอกจะเป็นกลางแจ้ง แม้จะไม่มีแอร์ให้เย็นกายแต่ก็มีบรรยากาศให้เย็นใจกันอย่างแน่นอน

ทางด้านอาหารของทางร้านส่วนมากจะเป็นไปในทางรักสุขภาพแต่ถ้าท่านใดที่ไม่ทานผักทางร้านก็ยังจะมีเมนูอื่น ๆ ให้ได้เลือกทานและมีของหวานที่น่าทานมาก ๆ อีกด้วย แต่ถ้าหากใครสนใจผักออร์แกนิคแล้วทางร้านก็มีขายนะคะ ราคาเริ่มต้น 30 บาทเท่านั้นเอง

ที่ตั้ง : พุทธมณฑณสาย 2 ซอย 27

ราคา : เริ่มตันที่ 70 บาท

เวลา เปิด-ปิด : ทุกวันเวลา 09.00น. – 20.00น.

2. บ้าน๑,๐๐๐ไม้cafe’&farm

บ้าน1000ไม้คาเฟ่

คาเฟ่ที่ 2 ขอกระซิบก่อนว่าที่นี่มีบริเวณที่จอดรถเยอะมาก หมดกังวลเรื่องหาที่จอดรถยากไปเลย และสถานที่แห่งนี้ยังเอาใจเหล่าพ่อแม่ และครอบครัวที่อยากหาคาเฟ่ดี ๆ และมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ทำ

บ้าน๑,๐๐๐ไม้cafe’&farm คาเฟ่ยอดฮิตที่ดำเนินรอยตามพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนรุ่นใหม่อีกด้วย นอกจากพื้นที่ร้านที่มีที่นั่งที่ถูกจัดเป็นสไตล์แล้ว ที่นี่ยังได้ความร่มเงาจากต้นจามจุรียักษ์อีก เรียกได้ว่าแค่บรรยากาศก็ชวนหลงใหลแล้ว

บริเวณกลางร้านจะเป็นส่วนของคาเฟ่ ที่มีต้นจามจุรียักษ์คอยเป็นร่มเงาให้ ต้นจามจุรีบันได้ให้ขึ้นไปสำรวจข้างบนได้ด้วย และเมื่อเดินมายังบริเวณด้านในสุดจะเป็น ริมน้ำ ซึ่งจะมีที่นั่งต่างกันออกไป เหมาะกับการพักผ่อนกินลมชมบรรยากาศและฟังเสียงเรือมาก ๆ

นอกจากอย่างที่เกริ่นไปข้างบนว่าที่คาเฟ่แห่งนี้มีแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ทำกันอย่างมากมายเช่น บ่อทราย พายเรือคายัค ระบายสี ดำนา เก็บไข่ไก่ ทำสวน และมีฟาร์มสัตว์ให้ได้เรียนรู้อีกด้วย เรียกว่าเป็นคาเฟ่ที่ผู้ใหญ่ได้บรรยากาศ เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์อีกแห่งหนึ่งเลย

ที่ตั้ง : ซอยบ่อขยะเทศบาล อำเภอสามโคก ปทุมธานี

ราคา : เริ่มตันที่ 50 บาท

เวลา เปิด-ปิด : วันเสาร์และอาทิตย์เวลา 10.00น. – 17.00น.

3.บ้านนอกคอกนา เขาใหญ่

บ้านนอกคอกนาคาเฟ่

เป็นคาเฟ่อีก 1 ร้านที่ยึดหลักพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากจะเป็นคาเฟ่บ้าน ๆ ที่มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลแล้วที่นี่ยังเปิดเป็นโฮมสเตย์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวและอยากจะพักผ่อรับกลิ่นอายธรรมชาติและความเป็นบ้านนา

คาเฟ่แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนอย่างชัดเจนนั่นคือโซนที่พัก ที่สามารถเข้าออกได้เฉพาะผู้เข้าพัก โซนบ้านพักจะมีทั้งหมด 11 หลัง ซึ่งแต่ละหลังก็จะมีการนำวัสดุที่หาจากตามธรรมชาติมาทำ และสไตล์ของบ้านพักแต่ละหลังก็ยังแตกต่างกันออกไป แต่รับรองว่าถ่ายรูปสวยเหมือนกันแน่นอน

โซนที่ 2 จะเป็นโซนอาหารและเครื่องดื่ม หรือเรียกอีกอย่างว่าคาเฟ่นั่นเอง โดยบรรยากาศของโซนนี้ก็จะได้ความเป็นธรรมชาติสไตล์บ้านนอกคอกนา ที่มีธรรมชาติจากต้นไม้ใบหญ้าของที่นี่นนั่นเอง

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีการปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกผักปลอดสารพิษอย่างพืชผักสวนครัวและยังมีแปลงผักสลัด จึงทำให้อาหารของที่นี่เปลี่ยนผันไปตามพืชผักที่ออกดอกออกผลมาให้ทานนั่นเอง นอกจากนี้มีมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ มากมาย เรียกได้ว่าเป็นบ้านนอกคอกนาที่มีวิวหลักล้านได้เลย

ที่ตั้ง : บ้านกุดโง้ง หมู่ที่ 7 ตำบลวังไทร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

เวลา เปิด-ปิด : ทุกวันเวลา 10.00น. – 18.00น. (สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเฉพาะคาเฟ่)

: ทุกวันเวลา 07.00น. – 21.00น. (สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการห้องพัก)

4. The Village Farm to Café

The Village Farm to Cafe

คาเฟ่สุดท้ายที่อยู่ใกล้กรุงเทพและมีที่ถ่ายรูปที่สวยสวยงามอย่าง The Village Farm to Café ถ้าเห็นตัวอาคารเชื่อว่าหลายท่านคงจะไม่เชื่อแน่ว่าคาเฟ่แห่งนี้เป็นคาเฟ่สไตล์ฟาร์ม ทางร้านจะแบ่งออกเป็น 2 โซนคือโซนภายในร้านที่จะมีเก้าอี้ให้นั่งหลายแบบและโซนนอกร้านที่ถูกตกแต่งไปด้วย “สวนกระถางลอยฟ้า” ที่สามมารถชมวิวภูเขาได้แบบชัด ๆ

อาหารของที่ร้านจะเน้นไปทางสุขภาพ ซึ่งปริมาณและความอร่อยที่ได้นั้นเหมาะสมกับราคาเป็นอย่างมาก และเมนูซิกเนอเจอร์ของทางร้านที่เป็นที่นิยมเลยก็คือ เต่าปังลุยสวน ที่มีความน่ารักและอร่อยจำทำให้ใครที่ได้มาที่คาเฟ่แห่งนี้ต้องสั่งกันทุกโต๊ะ

เมื่ออิ่มท้องจากการทานอาหารแล้วก็ต้องเดินเล่นชมวิวความสวยงามของคาเฟ่แห่งนี้ จากตัวร้านไปยังสระน้ำพุจะพบกับร้านขายของที่ระลึกและทางเดินที่สองข้างทางเป็นต้นไผ่เรียงยาวจนถึงสระน้ำพุ นอกจากนี้ยังมีธรรมชาติอื่น ๆ ที่สวยงามให้ได้แวะชมแวะถ่ายรูปกันอีกด้วย

ที่ตั้ง : ถ.กาญจนบุรี-ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

ราคา : เริ่มตันที่ 200 บาท

เวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-21.00 น.

เสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.30-21.00 น.


เรียบเรียงโดย นางสาวราชาวดี ไชยแสง

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock, facebook.com/wangrob.farmncafe, facebook.com/บ้าน๑๐๐๐ไม้cafefarm-624351667704047, facebook.com/baannokkoknakhaoyai, facebook.com/TheVillageFarmToCafe

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ในประเทศกรุณาติดต่อ

โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com 

7 ที่สุดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเตส์

7ที่สุดสถานที่เที่ยวแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ถ้าพูดถึงประเทศเจ้าของบ่อน้ำมัน ประเทศแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย หรูหราแล้วหล่ะก็ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องติดอันดับแน่นอน เพราะที่นี่มีเมืองสำคัญของการท่องเที่ยวของประเทศ คือ ดูไบ นอกจากนี้ยังมีเมืองท่องเที่ยวที่ยังไม่ควรพลาดมากมาย  อาทิเช่น อาบูดาบี ชาร์จาห์ ซึ่งถือได้ว่ามีตึกที่สูงที่สุดในโลก

1. ตึกเบิร์จคาลิฟา  Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก

ตึกเบิร์จคาลิฟา  Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก

Burj Khalifa ตึกเบิร์จคาลิฟา หรือที่รู้จักกันว่า ตึกเบิร์จ ดูไบ (Burj Dubai) ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าอยู่กลางเมืองดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นตึกที่ยิ่งใหญ่อลังการบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองแห่งนี้ ใช้เวลาในการก่องสร้างถึง 6 ปีเลยทีเดียว ซึ่งรูปแบบการก่อสร้างนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ทะเลทรายในตระกูล Hymenocallis เป็นสถาปัตยกรรมรูปทรงเรขาคณิต ที่มีลักษณะของฐานเป็นรูปตัว Y ซึ่งทำให้โครงสร้างอาคารมีความแข็งแรงมั่นคง ด้านบนสุดของตึกยังมีการปลูกต้นไม้ที่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนอีกด้วย

เจ้าผู้ครองนครดูไบ Mohammed bin Rashid Al Maktoumเจ้าของตึกนี้ ซึ่งเป็น นายกรัฐมนตรี ได้ลงทุนกว่า 1,500 ล้านดอลล่าร์ หรือเท่ากับ 52.5 พันล้านบาท บอกเลยว่ามีความยิ่งใหญ่สุดๆ

ในปี 2020 ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากตึกเบิร์จดูไบเป็นเบิร์จคาลิฟา  เพื่อเป็นเกียรติแก่เคาะลีฟะฮ์ บิน ซายิด บิน สุลฏอน อัลนะฮ์ยาน (Khalifa bin Zayed Al Nahyan) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่สองแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเป็นเจ้าผู้ครองนครอาบูดาบี เนื่องจากพระองค์ได้ช่วยเหลือทางการเงินครั้งใหญ่ให้กับดูไบรวมถึงตึกเบิร์จคาลิฟา

ตึกเบิร์จคาลิฟามีทั้งหมด 163 ชั้น ความสูง 828 เมตร เทียบได้ว่ามีความสูงกว่าหอไอเฟลถึง 3 เท่า ภายในประกอบไปด้วย สำนักงาน ภัตตาคาร คอนโด สระว่ายน้ำแบบเอาท์ดอร์ สุเหร่า หอดูดาวกลางแจ้ง

นอกจากจะมีชื่อเสียงแค่เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกแล้วยังมีจุดชมวิวสูงที่สุดในโลกและมีลิฟต์สูงที่สุดในโลกอีกด้วย ลิฟต์นี้มีความเร็ว 10 เมตร/วินาที กล่าวได้ว่าถ้าจะไปถึงจุดชมวิวชั้น 124 จะใช้เวลาเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น ดาดฟ้ากว้างนี้สามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา ไกลถึง 95 กิโลเมตร เชื่อกันว่ามองเห็นได้ไกลถึงทะเลอารเบียเข้าไปถึงประเทศอิหร่าน

2. หมู่เกาะต้นปาล์ม The Palm Islands

The Palm Islands ติดอันดับสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก เป็นไฮไลท์ของเมืองแห่งนี้เลยก็ว่าได้ The Palm Islands เป็นเกาะเทียมกลางทะเลที่สร้างขึ้นเป็นรูปต้นปาล์ม ขนาดพื้นที่กว่า 25 ตารางกิโลเมตร มีแนวของใบปาล์มทั้งหมด 17 แนว ที่นี่ถูกจัดเป็นเมืองสุดหรู มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งภัตตาคาร สวนน้ำขนาดใหญ่ สปาชั้นเยี่ยมติดอันดับของโลก ห้างสรรพสินค้าที่รวมทุกแบรนด์ระดับโลกไว้ บ้านสไตล์วิลล่าชายทะเล รีสอร์ทและโรงแรมระดับ 5 ดาว และที่สำคัญ มีท่าจอดเรือยอชต์สำหรับผู้พักอาศัยในโครงการนี้ด้วยค่ะ โดยทั้งหมดนี้ได้เชื่อมต่อกับพื้นดินของดูไบ ผ่านสะพานและรถไฟลอยฟ้าความยาวประมาณ 5.4 กิโลเมตร ไปมาหาสู่กันได้สะดวกแน่นอน

ผู้ที่ริเริ่มโครงการนี้ คือ เจ้าผู้ครองนครดูไบ Shiekh Mohammed bin Rashid Al Maktoum คนเดิมกับเจ้าของตึกเบิร์จคาลิฟานั่นเอง ซึ่งโครงการนี้มีทั้งหมด 3 เกาะ ได้แก่ The Palm Jumeirah , The Palm Deira และ The Palm Jebel Ali ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 7 ปี ด้วยงบประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้

3. สวนน้ำ Aquaventure

Aquaventure คือ สวนน้ำใต้น้ำ ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสวนน้ำที่อลังการที่สุดในโลกและดีที่สุดในดูไบด้วย มีขนาดกว้างใหญ่บนพื้นที่กว่า 42 เอเคอร์ บนเกาะ The Palm Islands

เครื่องเล่นมากมาย อาทิเช่น

  • The Tower of Poseidon หอคอยแห่งโพไซดอน เป็นสไลด์เดอร์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จำลองให้รู้สึกเหมือนต่อสู้กับกษัตริย์แห่งท้องทะเลอยู่
  • A Shark Safari สำรวจใต้น้ำโดยจะต้องใส่หมวกกันน็อคพิเศษเฉพาะ เพื่อชมสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล สามารถเห็นปลาฉลามแหวกว่ายกันแบบฟิน ๆ
  • Atlantean Flyer Zip Line โหนสลิงผ่านอากาศที่มีระยะทางยาวมาก สามารถชมวิวของสวนน้ำจากมุมสูงได้
  • The Tower Of Neptune หรือ หอคอยแห่งดาวเนปจูน เป็นอุโมงค์มืดลึกลับสำหรับท่านที่ชอบความตื่นเต้น จะถูกปล่อยด้วยความเร็วสูงตามท่อยาวประมาณ 1.6 กิโลเมตร ลงสู่ท้องทะเลไปหาฝูงฉลามที่แหวกว่ายอยู่ด้านล่าง

นอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นสำหรับเด็กด้วย คือ Splasher สนามเด็กเล่นในน้ำ มีทั้งสไลด์เดอร์ สะพานเชือก ปืนใหญ่น้ำ และเครื่องเล่นต่าง ๆ มากมาย

และพื้นที่สำหรับสายพักผ่อน หรืออาบแดด บนชายหาดส่วนตัว หรือต้องการจะล่องน้ำชิล ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามสวนน้ำที่จำลองปรากฎการณ์ทางธรรมชาติไว้ได้อย่างสมจริงมาก

4. น้ำพุแห่งดูไบ Dubai Fountain

Dubai Fountain หรือ น้ำพุแห่งดูไบ ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก มีความยาวกว่า 270 เมตร หรือประมาณสนามฟุตบอล 2 สนามรวมกัน น้ำพุนี้ได้รับฉายาว่า น้ำพุแห่งการเต้นระบำ ได้ใช้น้ำจำนวน 83,000 ลิตร พุ่งขึ้นไปบนอากาศสูงเท่ากับตึก 50 ชั้น และสามารถมองเห็นจากที่สูงไกลถึง 200 ไมล์อีกด้วย

น้ำพุแห่งนี้ออกแบบโดยบริษัท WET Design จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันกับที่ออกแบบน้ำพุ Fountains of Bellagio ที่เมืองลาสเวกัสนั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบขนาดน้ำพุดูไบนี้ขนาดใหญ่โตกว่าถึง 25% และใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 220 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 7.2 พันล้านบาทเลยค่ะ

น้ำพุนี้ตั้งอยู่ในทะเลสาบบุรจญ์คาลิฟา ใจกลางเมืองดูไบ โดยรอบเต็มไปด้วยตึกชื่อดังมากมาย และตึกเหล่านี้เองก็เป็นสถานที่ดูโชว์น้ำพุนั่นเอง บอกเลยว่ามาถึงที่นี่ต้องได้เซลฟี่กันทุกคน

ในการแสดงนี้จะใช้ไฟทั้งหมด 6,600 ดวง โปรเจคเตอร์สี 50 ตัว ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมเปิดเพลงเป็นจังหวะ จนเหมือนน้ำพุนั้นเต้นระบำอยู่ เพลินมากๆ คนดูจะเต้นไปด้วยก็ไม่มีใครว่านะ ฮิฮิ การแสดงในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกันนะคะ แต่รับรองว่าตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน

โดยโชว์จะเริ่มชมได้ตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน มีระยะทุกๆ ครึ่งชั่วโมง รอบละประมาณ 5 นาที สามารถชมได้ทุกวัน เพราะมีการแสดงทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

5. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Dubai Mall Aquarium

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Dubai Mall Aquarium

Dubai Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในห้าง Dubai Mall ที่เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับการบันทึกใน Guinness Book ให้เป็นตู้กระจกอะคริลิกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะที่นี่มีอุโมงค์ให้เดินลอดใต้ท้องกระจก เปรียบเสมือนบ้านของปลาทะเล มีปะการังเทียมขนาดใหญ่ที่เสมือนของจริง สามารถมองเห็นสัตว์น้ำใต้ทะเลมากกว่า 33,000 ชนิด แบบพาโนรามากันเลยค่ะ

และยังมีนกเพนกวิน แมวน้ำ ปลากระเบน ปลาปิรันย่า แมลงต่าง ๆ สัตว์เลื้อยคลาน อาทิเช่น จระเข้ที่มีอายุยาวนานถึง 40 ปี ความยาว 5 เมตร น้ำหนักถึง 750 กิโลกรัม เรียกได้ว่าเป็นราชาจระเข้ได้เลย

ที่นี่มีการโชว์ให้อาหารปลาจากมือโดยนักประดาน้ำ ท่ามกลางฝูงปลาหลายหมื่นตัว มีการแสดงความสามารถของสัตว์ ทุกๆ ชั่วโมง เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่สมชื่อจริง ๆ

6. สวนน้ำ Wild Wadi

Wild Wadi ที่นี่จะนำทุกท่านไปสัมผัสความเย็นชุ่มฉ่ำกัน เป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ ด้วยพื้นที่ทั้งหมด 12 เอเคอร์ ถูกออกแบบมาให้เหมือนโอเอซิส มีลักษณะต่าง ๆ ตามเรื่องเล่าท้องถิ่นของชาวอาหรับ

จุดเด่นของที่นี่คือสไลเดอร์ที่สูงและยาวที่สุดในโลกกก ซึ่งมีชื่อว่า Jumeirah Sceirah เมื่อขึ้นไปบนยอดสูงสุดจะเห็นวิว360องศาของสวนน้ำแห่งนี้ สไลเดอร์ที่นี่จะถูกปล่อยลงมาด้วยความเร็วสูงมาก เพราะมีความสูงอยู่ที่ 120 เมตร ไหลดิ่งลงด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใครกลัวความสูงอย่าเผลอเล่นนะคะ บอกเลยว่าอันตรายถึงชีวิต

ถ้าคุณไม่ชอบความสูง ที่นี่ยังมีเครื่องเล่นอื่น ๆ กว่า 30 ชนิด หลายรูปแบบ โดยเครื่องเล่นจำนวนมากเชื่อมต่อถึงกัน สนุกกันได้แบบต่อเนื่อง มีทั้งสระน้ำอุ่น สระน้ำเย็น และทะเลคลื่นเทียม

และที่ห้ามพลาดเมื่อมาที่นี่อีกอย่างคือ Wadi Washed เป็นการแสดงจำลองน้ำท่วมแบบฉับพลันของแสง เสียง และน้ำ โดยปล่อยน้ำปริมาณกว่า 60,000 ตัน ลงมาจากหน้าผา พร้อมบรรยากาศฟ้าแลบ ฟ้าร้อง เหมือนเหตุการณ์จริง

สวนน้ำแห่งนี้ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น. และจะมีการปิดเพื่อบำรุงรักษาทุกปี หากท่านต้องการมาเที่ยวที่นี่อย่าลืมเช็คด้วยนะคะว่าอยู่ในช่วงการปิดบำรุงรักษาหรือเปล่า

7. สกีแห่งดูไบ Mall of the Emirates

Mall of the Emirates หิมะในเมืองทะเลทราย ที่กลางที่ห้าง Mall of the Emirates สวนหิมะในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่ขนาด 3,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สภาพอากาศในนี้ราวกับอยู่ในประเทศเขตหนาว มีทั้งถ้ำหิมะ ภูเขาหิมะ

มีกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น สโนว์บอร์ด รถเลื่อนหิมะ กระเช้าสกี กลิ้งลูกบอลยักษ์ สโนว์บูลเล็ท และ สกี โดยแต่ละลู่จะมีความยาวและความลาดชันต่างกัน หลายระดับ เหมาะสำหรับทุกวัย

นอกจากนี้ยังมีการแสดงของขบวนนกเพนกวิน ซึ่งเป็นเพนกวินพันธุ์ gentoo ให้ได้รับชม

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เท่านั้น ที่นี่ยังมีที่สถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายให้ท่านได้มาสัมผัส


เรียบเรียงโดย นางสาวศิรินดา โชติศรีนิล

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ต่างประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com

5 คาเฟ่ยอดฮิต บรรยากาศสุดชิล ถ่ายรูปสวย จ.ระยอง

5 คาเฟ่ยอดฮิต บรรยากาศสุดชิล ถ่ายรูปสวย จ.ระยอง

สายชิล สายชิคห้ามพลาด กับบรรยากาศและวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติ ยิ่งถ้าเป็นสายกรีนที่ชื่นชอบธรรมชาติแล้วห้ามพลาดเด็ดขาดเพราะที่ที่เราจะแนะนำทุกท่านให้ได้ลองสัมผัสนั้นคือคาเฟ่

ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่อยู่กลางธรรมชาติ ที่จะทำให้ทุกท่านนั้นดื่มด่ำได้เต็มที่พร้อมทั้งมีบริการอาหาร เครื่องดื่ม และยังสามารถให้ทุกท่านได้ถ่ายรูปสวยๆเก็บเอาไว้อีกด้วย

ตำ ยำ แซ่บ กลางนาคาเฟ่

ตำ ยำ แซ่บ กลางนาคาเฟ่ เป็นทั้งคาเฟ่และร้านอาหารในบรรยากาศกลางทุ่งนาบนพื้นที่กว้างขวางมีแบ่งโซนรองรับมากมายทั้งโซนริมน้ำพร้อมเปลตาข่ายแบบเป็นส่วนตัวหรือบริเวณชั้น 2 เป็นดาดฟ้ารับลมเย็นๆ หรือใครอยากนั่งในห้องแอร์แบบเย็นฉ่ำก็แนะนำเป็นด้านในห้องแอร์

ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ สีขาวสไตล์สุดชิค ร้านตั้งอยู่ในปานดารา รีสอร์ท ตำบลบ้านเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยองตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามรายล้อมด้วยทุ่งนาข้าวและต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจีที่มีอากาศสดชื่นแจ่มใสคาเฟ่สีเขียวสายกรีนเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบและหลงรักในธรรมชาติ

คาเฟ่ที่มีอะไรให้ได้ชมได้ชิมอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ทุ่งนาสวยๆ ไร่องุ่นขนาดย่อม ฟาร์มเลี้ยงไก่ ฟาร์มเลี้ยงแกะ ทุ่งดอกไม้ตามฤดูกาลและวิวธรรมชาติที่มีอยู่รอบๆตัวนอกจากนั้นยังมีมุมพักผ่อนสุดชิลที่ทางร้านได้ตกแต่งจัดเตรียมไว้ให้ลูกค้าได้นั่งพักผ่อนทานอาหารและเก็บภาพสวยๆอย่างสุดชิค

นอกจาก ตำ ยำ แซ่บ กลางนาคาเฟ่ บรรยากาศจะดีแล้วเพราะที่ตั้งร้านรายล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงามแล้ว เรื่องรสชาติของอาหารและเมนูเครื่องดื่มของที่นี้ก็ดีมากไม่แพ้บรรยากาศเลยเช่นกัน มีอาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกทาน

รับรองความแซ่บสมชื่อร้านอย่างแน่นอน ถ้าใครอยากนั่งทานอาหารสุดแซ่บท่ามกลางบรรยากาศสุดฟินต้องมาที่คาเฟ่แห่งนี้

พิกัด: เพรักษ์ ซอย3/4 ตำบลบ้านเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

เปิดทำการ: 11.00 น. – 22.00 น. (เปิดให้บริการความฟินในทุกๆวัน)

V coffee คาเฟ่กลางเขา จ.ระยอง

V coffee คาเฟ่กลางเขา จ.ระยอง เป็นคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนเขาที่จะทำให้ทุกท่านสัมผัสไปกับรสชาติร้อนๆของกาแฟและวิวทิวทัศน์ที่หลายล้อมไปด้วยสายหมอกเย็นๆในยามเช้าให้ได้ชม

ที่นี้เป็นร้านที่อยู่กลางเขาจึงทำให้มีบรรยากาศที่ดี เย็นสบาย มีสายลมพัดผ่านตลอด ถ้ายิ่งไปนั่งรับประทานอาหารในตอนฝนตกแบบปรอยๆอากาศยิ่งฟินสุดๆ ที่นี้มีมุมให้ลูกค้าได้นั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มหลายมุมทั้งด้านนอกและด้านใน ยังเป็นมุมเก็บรูปถ่ายรูปที่สวยสุดชิคทุกมุม

V coffee อาหารอร่อย และมีเมนูให้ลูกค้าได้เลือกทานหลายเมนูมาก ทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ เมนูข้าว เมนูเส้น ในส่วนของ ลูกค้าสามารถเลือกที่จะทานตามความชอบได้เลย

พิกัด: ซอย 50 ปี ร่วมใจ ตำบล นาตาขวัญ อำเภอเมืองระยอง (อยู่ห่างจากสตรอว์เบอร์รี่ ทาวน์ 5 กม.)

เปิดทำการ: 07.30น.-17.30 น.

Bake and More

Bake and More ระยอง

เหล่าคนรักของหวานชอบรับประทานขนมเค้กพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่นี่มีเมนูขนมเค้กให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ ทั้งรสชาติและหน้าตาขนมต่างได้รับคำชมเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยจริง แต่ละเมนูผ่านการรังสรรค์สุดครีเอตนำส่วนผสมไทยๆปรุงแต่งเข้าไปด้วย

จนได้เค้กสูตรพิเศษในแบบของร้าน ไม่ว่าจะเป็นเค้กเปียกปูนมะพร้าวอ่อน โรลเมล่อน ฮอกไกโดชีสและอื่นๆอีกมากมาย กินคู่กับเครื่องดื่ม Dlagona 3 รสชาติ ได้แก่ ช็อกโกแลต ชาเขียวมัทฉะและโอวัลติน แถมดื่มด่ำบรรยากาศนั่งเล่นกลางสวนที่ทั้งกว้างขวาง ปลอดโปร่ง และร่มรื่นตลอดวัน บอกได้เลยว่าฟินสุด ๆ

ภายในตัวร้านมาในธีมรักษ์ธรรมชาติ มีพื้นที่สวนหลากหลายแบบให้ได้เลือกนั่งชิล ไม่ว่าจะเป็น สวนป่า สวนไผ่สไตล์ญี่ปุ่น ทางเดินชมธรรมชาติและอื่นๆอีกมากมายหรือท่านใดที่ไม่อยากที่จะนั่งแบบเอ้าท์ดอร์ก็จะมีโซนห้องกระจกที่ติดแอร์เย็นๆทั้งยังสามารถชมจากภายในร้านได้

เมนูอาหารเน้นเสิร์ฟเป็นแบบจานเดียวที่ทานง่ายๆแต่อร่อยจนหมดจานแบบไม่รู้ตัว นอกจากนี้ที่นี่ในบางช่วงจะมีการจัดกิจกรรม Adventure เดินไป-ชมไป และลูกค้าสามารถเก็บผลไม้สดๆจากต้นไม้ในร้านได้อีกด้วย

พิกัด: 70/5 หมู่ 8 ถนนเนินหย่อง-ชากตะไคร้ ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง 21100

เปิดทำการ: อังคาร-พฤหัส เปิด 09.30 น. – 18.00 น. / ศุกร์-อาทิตย์ เปิด 09.30 น. – 18.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

สวนก๋ง

สวนก๋ง ระยอง

ใครรักบรรยากาศไอดินกลิ่นบ้านนา และชื่นชอบหรือคิดถึงรสชาติอาหารไทยแท้ ๆ ที่นี่ตอบโจทย์คุณที่สุด คาเฟ่ในสวนหมากรายล้อมด้วยธรรมชาติ ตัวร้านออกแบบเป็นกระท่อมไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าให้ความรู้สึกลูกทุ่งอย่างแท้จริง

เมนูเด่นน่ากินจะเน้นเป็นอาหารคาว ซึ่งมาเป็นเซ็ตกับข้าวผลัดเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ได้แก่ หมูชะมวง ซึ่งเมนูนี้ถือว่าเป็นอาหารพื้นบ้านเมืองระยอง ที่จะมีในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อให้หลายคนได้ชิมของอร่อยขึ้นชื่อเมืองระยอง

แกงเนื้อ แกงหมู หมูกระเทียม กุ้งกระเทียม ข้าวผัด ตามด้วยเซ็ตขนมปังสังขยาอุ่นร้อนๆ และเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีมาให้เลือกหลากหลาย นอกจากนั่งรับประทานที่ร้านแล้วยังมีบริการส่งเดลิเวอรี่และสั่งกลับบ้านได้

ซึ่งแรงบันดาลใจของร้านเจ้าของร้านน่ารัก เล่าให้ฟังว่า”มาจากการที่เราทำงานที่เหนื่อยล้าทำให้เราค้นพบว่าความต้องการของผู้คน วันหยุดพักผ่อนคือการหาสถานที่ผ่อนคลายบรรยากาศสบายๆและด้วยบรรยากาศที่บ้านตัวเองนั้นชิลมากๆเพราะอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้

จึงได้ต่อยอดเป็นธุรกิจร้านกาแฟ ที่ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขายบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร และความเรียบง่าย ที่ทำให้รู้สึกว่า มาร้านกาแฟแต่เหมือนอยู่บ้านตัวเอง”

พิกัด: 80/2 หมู่ 3 ถนนน้ำคอก-หนองตะพาน ตำบลน้ำคอก อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

เปิดทำการ: อังคาร-พฤหัส เปิด 10.00 น. – 18.00 น. / ศุกร์-อาทิตย์ เปิด 09.30 น. – 18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

Pada Cafe

Pada Cafe ระยอง

Pada Cafe อ่านว่า ‘พาดา คาเฟ่’ เป็นคาเฟ่สุดเก๋ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ตั้งอยู่ บริเวณใกล้หาดแม่รำพึงที่จังหวัดระยอง ใครที่ไปเที่ยวทะเลแล้วอยากหาร้านนั่งชิลๆจิบกาแฟทานของว่าง

ที่นี่ถือว่าสามารถตอบโจทย์ทุกความชิลได้จริงๆเพราะที่นี่เค้าตกแต่งร้านได้สุดยอดสุดๆเหมือนยกบาหลีมาไว้ที่ระยองเลยทีเดียวและยังมีเมนูอีกมากมายที่ให้ทุกท่านได้ลองชิม

เมนู Pitcher Plant&friends salad เป็นสลัดสูตรของทางร้าน หน้าตาอาจจะดูแปลตา แต่ขอบอกว่ารสชาติสุดยอด โดยที่ทางร้านได้ใช้วัตถุดิบลึกลับของระยองที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าทานได้ อย่างการที่เอาต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่มีรสชาติเปรี้ยวซ่าๆ มาทานคู่กับสลัด smoked salmon

เมนู The Nun signature เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลักมาจากกล้วยหอมและคาราเมล เมนูนี้ทางร้านได้ดัดแปลงมาจากเมนูขนมไทยขึ้นชื่ออย่างกล้วยบวชชีเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ควรลองนมคาราเมล หอมหวาน ทานคู่กับกล้วยหอมที่ผ่านการทอร์ชเกล็ดน้ำตาลจนละลายกลายเป็นคาราเมล

พิกัด : ซอยเนินกลาง5 ต.ตะพง เมืองระยอง จ.ระยอง

เปิดบริการเวลา : 08.30 -17.00 น


เรียบเรียงโดย นางสาววิภาวี กงทอง

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ในประเทศ

กรุณาติดต่อ โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com

เช็คอินจังหวัดอุบล เที่ยวแบบธรรมชาติไปกับ 7 สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ขับรถมาไกลถึงอุบลราชธานีทั้งที เชื่อว่าหลายคนก็คงอยากเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ที่มีระยะทางไม่ห่างกันมากนัก แต่จะดีกว่าไหม หากสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ นั้นอยู่ในที่เดียวกัน และมีระยะทางการเดินทางที่ไม่ไกลกันอย่างอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

อุทยานแห่งชาตินอกจากจะทำหน้าที่ดูแลสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้แล้ว มีเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ให้ประชาชนได้มาชมความงามอีกด้วย อุทยานแห่งชาติผาแต้มก็เช่นกัน เพราะที่นี่มีสถานที่สวยงามที่อยู่ในอุทยานเป็นจำนวนมาก เกริ่นมาขนาดนี้แล้วหลายคนคงจะอยากรู้แล้วว่าอุทยานแห่งนี้มีสถานที่เที่ยวอะไรบ้าง

1.จุดชมวิวผาแต้ม

จุดชมวิวผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี

เริ่มต้นกันที่สถานที่ที่มีชื่อเสียงอย่าง “ผาแต้ม” ที่นอกจากจะเป็นจุดชมวิวที่มีความสวยงามแล้ว นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่มีชื่อเสียงอีกที่หนึ่งของประเทศไทยเลย หากใครที่มาไม่ทันชมพระอาทิตย์ขึ้นก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว

หากขึ้นมาตอนสายก็ยังมีวิวธรรมชาติที่สวยงามให้ได้ชมกันอีกด้วย หากขึ้นไปที่จุดชมวิวผาแต้มแล้ว เมื่อมองลงมาข้างล่างจะเห็นแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านเป็นสาย ที่มองเห็นวิวแม่น้ำโขงก็เพราะอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีแนวเขตติดกับแม่น้ำโขงยาวถึง 63 เมตร

นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นพื้นที่การเกษตรของ 3 หมู่บ้านอย่าง บ้านกุ่ม บ้านตามุย บ้านท่าล้งอีกด้วย และเมื่อมองไปยังเบื้องหน้าก็จะเห็นเทือกเขาของเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรียกได้ว่าเป็นจุดชมวิวที่มีความสวยงามและความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

2.ทุ่งดอกไม้ดงนาทาม

ทุ่งดอกไม้ดงนาทาม

สถานที่ท่องเที่ยวที่ 2 นี้เอาใจสายถ่ายรูปกันด้วยท่องดอกไม้สวย ๆ กันอย่างทุ่งดอกไม้ดงนาทาม ทุ่งดอกไม้ป่าที่มีความสวยงามน่าหลงไหล ซึ่งเดือนที่เหมาะจะมาชมคือช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงช่วงเดือนธันวาคม เพราะดอกไม้ป่าจะบานเหมาะแก่การชมดอกไม้ตามลานหินนั่นเอง

ทุ่งดอกไม้แห่งนี้มีดอกไม้ป่ามากมายเช่น ดอกแดงอุบล กล้วยไม้แดงอุบล ต้นหยาดน้ำค้าง เหลืองพิสมร และดอกเอนอ้า ไม่เพียงแต่เท่านี้ ทุ่งดอกไม้ดงนาทามยังมีดอกไม้ที่พระราชทานนามจาก “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” อย่างดุสิตา สร้อยสุสวรรณา ทิพเกสร มณีเทวา สรัสจันทร ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน นอกจากนี้ยังมีน้ำตก ทะเลหมอกริมแม่น้ำโขง และการล่องเรือริมน้ำโขงอีกด้วย หากใครได้มีโอกาสมาเที่ยวก็อย่าลืมถ่ายรูปสวย ๆ มาฝากกันด้วยนะ

3.เสาเฉลียงใหญ่

เสาเฉลียง

ชมความสวยงามอันน่าอัศจรรย์ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติอย่าง “เสาเฉลียงใหญ่” เสาเฉลียงที่เป็นประติมากรรมที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับเห็ด เกิดจากการผุกพังและการกัดกร่อนและการกัดเซาะของลมและน้ำนั่นเอง
เสาเฉลียงยักษ์แห่งนี้มีอายุประมาณ 100 ล้านปี และยังเป็นเสาเฉลียงที่มีความใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เสาเฉลียงยักษ์ถูกจัดให้อยู่ในหมวด”หินภูพาน” กลุ่มหินโคราช บริเวณรอบ ๆ จะเป็นเนินหินกว้าง ที่ถูกล้อมไปด้วยความสวยงามของป่าเบญจพรรณ ที่มีพันธ์ไม้ที่หายากและดูแปลกตาหลายชนิด การเข้าชมสามารถเข้าไปชมได้ทั้งการเดินเท้าและการขับรถยนต์เข้าไปชม

4. น้ำตกสร้อยสวรรค์

น้ำตกสร้อยสวรรค์

น้ำตกสร้อยสวรรค์เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากในอุทยานแห่งชาติผาแต้มแห่งนี้ ที่ชื่อน้ำตกสร้อยสวรรค์เพราะเกิดจากการที่ลำธารสองเส้น (แซสร้อยและแซไผ่) ไหลตกลงมาบรรจบกัน ลักษณะคล้ายกับสายสร้อยนั่นเอง แต่ความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ไม่ได้มีให้เห็นทุฤดู เพราะลำธารทั้งสองสายที่ไหลมาบรรจบกันนั้นต้องใช้การกักเก็บน้ำของผืนป่า ดังนั้นช่วงที่เหมาะกับการมาชมน้ำตกคือช่วงปลายฝนต้นหนาวหรือในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคมนั่นเอง

นอกจากนี้บริเวณริมลำธารจะมีพลาญหิน ซึ่งในช่วงปลายฝนต้นหนาว จะมีดอกไม้หลากหลายสีสัน แข่งกันออกดอกงดงามเต็มลานหิน

5.ผาเจ็ก

เดินทางจากน้ำตกสร้อยสวรรค์มาเพียงไม่กี่กิโลก็จะพบกับผาเจ๊ก ที่นี่เป็นอีกหนึ่งผาที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ สามารถชมงามงามที่ทอดยาวเป็นสายของแม่น้ำโขง เทือกเขาฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกทั้งยังสามารถมองเห็นผาเมยได้อีกด้วย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของผาเมยเลยก็คือ “ภาพเขียนสีโบราณ” ถึงแม้ว่าภาพเขียนสีของผาเมยจะมีน้อยกว่าที่ผาแต้มก็ตาม แต่ภาพเขียนสีที่นี่ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน การเดินทางเข้าไปชมไม่สามารถขับรถยนต์เข้าไปได้ แต่สามารถเดินเท้าและขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปชมได้

6. ผาเมย

สถานที่ที่ 6 ที่มีความสวยงามอีกหนึ่งที่ก็คือผาเมย คำว่าเมยเป็นภาษาอีสาน แปลว่าสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกับละอง ละมั่ง ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นอีกที่หนึ่งของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม สามารถชมงามงามที่ทอดยาวเป็นสายของแม่น้ำโขง เทือกเขาฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และผาเจ็กที่ทอดยาวเชื่อมกัน จนเกิดความสวยงามอีกด้วย

ผาเมยถือเป็นแปลงพรรณดอกไม้ป่าที่มีขนาดใหญ่ และมีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จึงเหมาะกับการชมวิว รวมถึงการกางเต็นท์พักแรมและในช่วงฤดูหนาวก็ยังสามารถชมทะเลหมอกได้ ซึ่งการเดินทางไปยังผาเมยจะเหมือนกันกับผาเจ็กนั่นเอง

7. ผาชะนะได

ผาชะนะได

ปิดท้ายที่สวย ๆ อีกหนึ่งที่กันอย่าง “ผาชะนะได” สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังอุทยานแห่งชาติ เพราะผานี้กรมอุตุนิยมวิทยาใช้อ้างอิงให้เป็นตำแหน่ง ที่พระอาทิตย์ขึ้นเป็นจุดแรกของประเทศไทย นอกจากนี้คนที่มีความเชื่อเรื่องโชครางหรือเรื่องการแก้เคล็ดก็มักจะเดินทางมาชมพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรกของปี โดยมีความเชื่อที่ว่าหากไปใดมาชมแล้วฟ้าโปร่งใส ปีนั้นชีวิตจีมีความราบรื่น การงานก็จะสดใส แต่หากปีใดที่มีหมอก ฟ้าไม่โปร่งใส เมฆบังฝน ปีนั้นก็จะมีอุปสรรคและชีวิตไม่ราบรื่นนั่นเอง

บริเวณาชะนะได นอกจากจะเห็นแม่น้ำโขงทอดยาวเป็นสายจากเหนือลงใต้แล้ว ยังจะสามารถมองเห็นความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่เขียวขจีสุดลูกตา ในช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ผาชะนะไดจัสามารถมองเห็นความสวยงามของหมอกที่ยาวทอดกันเป็นสาย ด้านหลังของผาเป็นเทือกเขาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่มีความสูงต่ำสลับกันอย่างสวยงามไปกับผาชะนะได

ที่ผาชะนะไดแห่งนี้มีลานกางเต็นท์สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะนอนค้างคืน แต่เนื่องจากที่ลานกางเต็นท์ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ นอกจากห้องน้ำและสัญญาณโทรศัพท์ หากใครอยากไปค้างต้องเตรียมสิ่งของจำเป็นไปเอง เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ส่วนตัว และที่สำคัญต้องปฎิบัติตามกฏระเบียบของทางกรมอุทยานกำหนดไว้

หากใครที่มีแพลนการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดแต่ไม่รู้จะไปที่ไหน หรือมีแพลนที่จะไปเที่ยวอุบลแต่ยังไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่แน่นอน ลองไปสูดบรรยากาศธรรมชาติและถ่ายรูปกับสถานที่สวย ๆ ที่กรมอุทยานผาแต้มกันนะ


เรียบเรียงโดย นางสาวราชาวดี ไชยแสง

นักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ขอบคุณภาพจาก shutterstock

ขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านอย่างมากครับ

หากชอบบทความ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถกดแชร์ ให้เพื่อนๆได้อ่านต่อด้วยนะครับ

สามารถติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/greenlandholiday

หากสนใจเดินทางท่องเที่ยว หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับทัวร์ในประเทศกรุณาติดต่อ

โทร. 022949742

greenlandtour@hotmail.com

Line id : @greenlandtour

www.greenlandholidaytour.com